Ribbon

ถูกหลอกออนไลน์ ใครรับผิดชอบ? 14 ต.ค. จับตาเวทีโลก ถกโจทย์ใหญ่การเยียวยา

เงินที่หายจากบัญชีอาจเป็นค่าเช่าบ้าน ค่าเทอมลูก หรือเงินเก็บทั้งชีวิต เมื่อรู้ตัวว่า ถูกหลอกออนไลน์ ผู้เสียหายจึงไม่ได้ต้องการเพียงคำเตือนให้ระวังครั้งต่อไป แต่ต้องการรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร มีโอกาสได้เงินคืนหรือไม่ และต้องรอนานเท่าไร ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก วันที่ 14 ตุลาคม 2569 จะมีการเปิดตัว Bangkok Blueprint หรือ “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ” เพื่อรับมือการฉ้อโกงที่อาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล เน้นให้หน่วยงานและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องทำงานประสานกัน รวมถึงร่วมมือข้ามประเทศ เพราะการหลอกลวงอาจเริ่มจากช่องทางหนึ่ง แต่พาเงินออกไปผ่านอีกหลายช่องทาง ต้องจับตาความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการ และการช่วยเหลือคนที่สูญเสียเงินอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

ต่างประเทศวางกติกาอย่างไร ให้คน ถูกหลอกออนไลน์ มีทางได้เงินคืน

การเยียวยาผู้เสียหายมีตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ ในแต่ละประเทศกำหนดขอบเขตความคุ้มครองต่างกัน จึงต้องดูให้ชัดว่าเป็นการหลอกลวงแบบใด และใครมีหน้าที่รับผิดชอบ

ในสหราชอาณาจักร กำหนดให้ธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องคืนเงินให้ผู้เสียหาย กรณีถูกหลอกให้โอน โดยตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2567 ได้ใช้กติกาบังคับให้ผู้ให้บริการชำระเงินคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่เข้าเงื่อนไขจากการถูกหลอกให้โอนเงิน หรือที่เรียกว่า Authorized Push Payment fraud (APP fraud) เช่น มิจฉาชีพสวมรอยเป็นบุคคลหรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ จนเจ้าของบัญชีหลงเชื่อและโอนเงินให้

โดยทั่วไป ผู้เสียหายที่เข้าเงื่อนไขควรได้รับเงินคืนภายใน 5 วันทำการ หลังยื่นคำร้อง หากต้องรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ให้บริการต้องมีผลพิจารณาภายใน 35 วันทำการ วงเงินคุ้มครองสูงสุดตามกติกาอยู่ที่ 85,000 ปอนด์ต่อคำร้อง หรือคิดเป็นเงินไทยราว 3.78 ล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้ครอบคลุมการโอนระหว่างบัญชีใน
สหราชอาณาจักรผ่านระบบการโอนเงินเข้าบัญชีปลายทางโดยทันที (Faster Payments) และการโอนเงินมูลค่าสูงในวันเดียวกัน (CHAPS) โดยมีเงื่อนไขและข้อยกเว้น จึงไม่ได้หมายความว่าการสูญเสียเงินทุกกรณีจะได้รับคืนเต็มจำนวน แต่ทำให้ผู้เสียหายมีทั้งช่องทางเรียกร้องและกรอบเวลาที่ชัดเจนขึ้น

ขณะที่สิงคโปร์ ได้กำหนดหน้าที่ธนาคารและค่ายมือถือ หากบกพร่องต้องร่วมรับผิดตามกรอบความรับผิดชอบร่วม (Shared Responsibility Framework) ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2567 โดยกำหนดหน้าที่ของสถาบันการเงินและผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการป้องกันการหลอกลวง และวางหลักการชดเชยเมื่อผู้ให้บริการบกพร่องต่อหน้าที่ตามเกณฑ์ที่กำหนด

กรอบกฎหมายดังกล่าวครอบคลุมไปถึงการหลอกลวงเพื่อขโมยข้อมูล หรือฟิชชิงบางประเภท เช่น การส่งลิงก์ไปยังเว็บไซต์ปลอมให้เหยื่อกรอกข้อมูลเข้าสู่บัญชี แล้วนำข้อมูลนั้นไปทำธุรกรรมโดยเจ้าของบัญชีไม่ได้อนุญาต

บทเรียนที่ไทยนำมาพิจารณาได้จึงมีทั้งการกำหนดว่าใครต้องช่วยเหลือผู้เสียหาย ผู้ให้บริการต้องป้องกันความเสี่ยงอย่างไร และกระบวนการพิจารณาคืนเงินควรใช้เวลานานเพียงใด

เดินหน้าฟ้องผู้ให้บริการ พร้อมผลักดันกองทุนช่วยคนรอคดี

สำหรับประเทศไทย สภาผู้บริโภคผลักดันหลัก “ความรับผิดชอบร่วม” ให้ธนาคาร แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ให้บริการการสื่อสาร มีหน้าที่ป้องกันภัยและร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย พร้อมเดินหน้าฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องบริษัทเมตา เจ้าของเฟซบุ๊ก ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน และธนาคารที่เกี่ยวข้องในคดีนำร่อง 10 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท โดยมุ่งผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ ตั้งแต่ช่องทางเผยแพร่โฆษณาหลอกลวงไปจนถึงการรับและโอนเงิน ปัจจุบันคดีทั้งหมดยังอยู่ในกระบวนการของศาล มีนัดพร้อมครั้งต่อไปในเดือนพฤศจิกายน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แต่ระหว่างรอคดี ผู้เสียหายยังมีค่าใช้จ่ายที่รอไม่ได้ สภาผู้บริโภคจึงผลักดันการจัดตั้ง “กองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น” ควบคู่กัน เพื่อช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยออนไลน์มีเงินตั้งหลัก ในเวทีนโยบายเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 มีข้อเสนอให้กองทุนจ่ายเงินช่วยเหลือบางส่วนก่อน โดยเฉพาะแก่กลุ่มเปราะบาง แล้วรับช่วงสิทธิไปเรียกคืนจากผู้กระทำผิดหรือผู้ที่ต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมายในภายหลัง อย่างไรก็ตาม กองทุนยังอยู่ในขั้นข้อเสนอ ต้องกำหนดกฎหมายรองรับ แหล่งเงิน และระบบบริหารให้ชัดเจน รวมถึงหลักเกณฑ์ว่าใครจะได้รับความช่วยเหลือ จำนวนเท่าไร และภายในกี่วัน

การดำเนินคดีและข้อเสนอกองทุนจึงตอบโจทย์ที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการเรียกร้องให้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ความเสียหาย และการช่วยให้ผู้เสียหายประคองชีวิตได้ระหว่างรอความเป็นธรรม เพราะค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร และค่าเทอมลูก ไม่ได้หยุดรอไปพร้อมกับคดี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จากเวทีโลก สู่คำตอบที่ผู้เสียหายรอ

ตามกำหนดการ วันที่ 14 ตุลาคมนี้ จะมีเวทีเปิดตัวพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ ยกระดับเรื่องการจัดการปัญหาภัยออนไลน์ เวลา 12.30 – 13.30 น. และเวทีหารือการนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติ เวลา 14.00 – 15.00 น. สภาผู้บริโภคชวนติดตามประเด็นในการประชุมดังกล่าว ไม่ว่จะเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการชัดเจนขึ้นหรือไม่ จะทำให้ผู้เสียหายเข้าถึงความช่วยเหลือง่ายขึ้นอย่างไร และไทยจะนำบทเรียนเหล่านี้มาต่อยอดข้อเสนอกองทุนเยียวยาได้เพียงใด เพราะสำหรับคนที่สูญเสียเงิน สิ่งที่รออยู่คือคำตอบที่นำไปใช้ได้จริงว่า ใครจะช่วย ต้องทำอย่างไร และอีกนานแค่ไหนจึงจะได้รับการเยียวยา