
เวทีพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ พาไปดู วิธีป้องกันภัยออนไลน์ และการรับมือจากนานาประเทศ ตั้งแต่เชื่อมข้อมูลบัญชีม้า เตือนก่อนทำรายการ ไปจนถึงชะลอธุรกรรมเสี่ยงสูง สอดรับกับข้อเสนอของสภาผู้บริโภคที่ต้องการให้การป้องกันเป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้ให้บริการ
ระหว่างกำลังยุ่งกับงาน ข้อความเร่งด่วนหนึ่งฉบับทำให้ เลียง ซิง จง (Leong Sing Chiong) รองกรรมการผู้จัดการองค์การเงินตราสิงคโปร์ (MAS) เผลอกดเข้าไป โชคดีที่ครั้งนั้นเป็นการทดสอบฟิชชิงของทีมความปลอดภัยไซเบอร์ในองค์กรเอง เขาหยิบประสบการณ์นี้มาเล่าในเวทีเปิดตัว “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ” ระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลก เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล หรือสแกมเมอร์ที่กำลังสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นทั่วโลกไปปฏิบัติ และนำบทเรียนจากไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง มาหารือร่วมกับคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force: FATF) เพื่อพัฒนาการรับมือภัยออนไลน์ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
เรื่องเล่าของผู้บริหารหน่วยงานกำกับการเงินชี้ให้เห็นว่า ความรู้ไม่ได้ทำให้ใครปลอดภัยจากการหลอกลวงได้ทุกครั้ง และมิจฉาชีพมาไม่เลือกเวลา ระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องมีส่วนช่วยป้องกันความผิดพลาดเหล่านี้ด้วย
แม้กดโอนเอง ก็ต้องมีระบบช่วยป้องกัน
ดารณี แซ่จู รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การรับมือภัยออนไลน์ที่เกิดขึ้นในไทยเปลี่ยนจากการรับมือจากการเจาะช่องโหว่ทางเทคนิค มาสู่การใช้จุดอ่อนของมนุษย์ หลอกให้เจ้าของบัญชีเป็นคนโอนเงินด้วยตนเองมากขึ้น แม้เป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีคล่อง มีความรู้ทางการเงิน หรือมีการศึกษาสูง ก็อาจตกเป็นผู้เสียหายได้
“การให้ความรู้และสร้างความตื่นตัวแก่ประชาชนยังไม่เพียงพอ แต่ผู้ให้บริการต้องทำมากขึ้น โดยขยับการป้องกันไปถึงจุดที่มิจฉาชีพเริ่มเข้าหาผู้บริโภค ก่อนเรื่องจะเดินทางมาถึงหน้าจอโอนเงิน” ดารณีให้ความเห็น
ในประเทศไทย มีระบบศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลเส้นทางการเงินและบัญชีต้องสงสัย (Central Fraud Registry หรือ CFR) ซึ่งพัฒนาจากการใช้ข้อมูลเพื่อติดตามเงินและดำเนินคดี ไปสู่การป้องกันความเสียหาย โดยเชื่อมข้อมูลความเสี่ยงระหว่างธนาคาร โดยสาระสำคัญคือการจัดการความเสี่ยงให้ตามไปถึงผู้ถือบัญชีข้ามธนาคาร เพื่อปิดช่องที่บัญชีหนึ่งถูกตรวจพบแล้ว เจ้าของบัญชีย้ายไปใช้บัญชีอีกธนาคารต่อ ทั้งนี้ การใช้ข้อมูลต้องมีกฎหมายและกติกาชัดเจน เพราะธนาคารมีข้อกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลและความรับผิดทางกฎหมาย
ด้าน เลียง ซิง จง อธิบายว่า มิจฉาชีพใช้ทั้งความกลัว ความเร่งด่วน และความไว้ใจ มากระตุ้นให้คนทำสิ่งที่ในเวลาปกติอาจรู้สึกน่าสงสัย สิงคโปร์จึงทำงานร่วมกับธนาคารเพื่อเพิ่มจังหวะให้ผู้ใช้บริการหยุดทบทวนก่อนทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมคือการทยอยใช้ช่วงหน่วงเวลาสำหรับกิจกรรมเสี่ยง เช่น เพิ่มผู้รับโอน เพิ่มวงเงิน หรือโอนเงินก้อนใหญ่ที่อาจทำให้เงินแทบหมดบัญชี รวมถึงการตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการพิจารณาการตัดสินใจอีกครั้ง
อีกส่วนคือคำเตือนที่สัมพันธ์กับธุรกรรมตรงหน้า เพราะข้อความเตือนกว้าง ๆ ที่เห็นซ้ำจนคุ้นตาอาจถูกมองข้ามได้ การเตือนจึงต้องปรากฏในจังหวะที่เหมาะสมและช่วยให้ผู้ใช้บริการเข้าใจความเสี่ยงของสิ่งที่กำลังจะทำ
มิจฉาชีพย้ายบัญชี ข้อมูลต้องตามไปด้วย
ด้าน นอร์ฮานา เอนดุต (Norhana Endut) ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย เล่าถึง National Fraud Portal หรือแพลตฟอร์มของมาเลเซียที่เชื่อมการรับแจ้งเหตุ การติดตามเส้นทางเงิน และการกู้คืนเงินเข้าด้วยกัน เมื่อเห็นเงินเคลื่อนผ่านธนาคารหรือเครือข่ายต่าง ๆ ระบบสามารถส่งสัญญาณเตือนไปยังสถาบันที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระงับหรือชะลอการโอนต่อได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ บทเรียนของมาเลเซียทำให้เห็นว่ามีทั้งการสร้างระบบกลางและการกำหนดวิธีทำงานร่วมกัน ทุกฝ่ายต้องรู้ว่าเมื่อพบเหตุ ใครต้องรายงาน ใครต้องตรวจสอบ และใครต้องตอบสนอง การมีข้อมูลร่วมกันจะช่วยหยุดความเสียหายได้ก็ต่อเมื่อมีการลงมือที่ทันเวลา
คนร้ายคนเดียว แต่ข้อมูลอยู่คนละที่
ไม่ใช่แค่ระบบธนาคารที่เห็นเงินเคลื่อนไหวผิดปกติ แต่ค่ายมือถืออาจพบหมายเลขที่ใช้หลอกลวง แพลตฟอร์มอาจตรวจพบเนื้อหาทุจริตก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ สัญญาณเหล่านี้อาจอยู่คนละหน่วยงาน จึงต้องหาทางนำมาเชื่อมกันเพื่อรับมือให้ได้ตั้งแต่ต้นทาง
เรย์มอนด์ ชาน (Raymond Chan) ผู้อำนวยการบริหารองค์การเงินตราฮ่องกง (HKMA) เล่าว่า ฮ่องกงพัฒนาการแบ่งปันข้อมูลระหว่างธนาคาร โดยขยายจากข้อมูลบัญชีนิติบุคคลไปครอบคลุมบัญชีบุคคลธรรมดาภายใต้กฎหมายรองรับ และนำข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันไปช่วยตำรวจสกัดเงินจากการหลอกลวง และสิ่งที่เสนอให้ขยายต่อคือความร่วมมือกับแพลตฟอร์มและค่ายมือถือ เช่น ข้อมูลอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่เนื้อหาหลอกลวง หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพ ซึ่งอาจช่วยให้ธนาคารเชื่อมโยงไปถึงบัญชีเสี่ยงได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากธนาคารก็อาจช่วยให้ผู้ให้บริการเหล่านั้นป้องกันการหลอกลวงได้เช่นกัน
ในประเทศไทย ได้มีหลักความรับผิดชอบร่วมที่ประกาศใช้ใน พ.ร.ก.ไซเบอร์ฯ ฉบับที่ 2 มีเป้าหมายสร้างแรงจูงใจให้ผู้ให้บริการ ทั้งโทรคมนาคม แพลตฟอร์ม บริการชำระเงิน และสินทรัพย์ดิจิทัล ลงทุนกับการป้องกัน เพื่อหยุดความเสียหายตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ แต่สายโทรจากมิจฉาชีพยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีผู้สูญเสียจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ไม่เว้นแต่ละวัน
เงินข้ามแดน ความร่วมมือต้องตามทัน
ส่วน ไจลส์ ทอมสัน (Giles Thomson) ประธานคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF) ชี้ว่า การฉ้อโกงกับการฟอกเงินอาจเกิดขึ้นแทบพร้อมกัน เงินที่ออกจากบัญชีผู้เสียหายสามารถถูกเคลื่อนผ่านเครือข่ายการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว การติดตามเงินจึงต้องช่วยทั้งหยุดความเสียหายรายกรณีและเปิดทางไปถึงเครือข่ายอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลัง โดยเสนอให้ใช้เครื่องมือต่อต้านการฟอกเงินที่มีอยู่ ทั้งการตรวจสอบลูกค้าและผู้รับเงิน การติดตามธุรกรรม การระงับเงินอย่างรวดเร็ว และความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมปรับเครื่องมือเหล่านี้ให้ทันกับความเร็วของการฉ้อโกง
ขณะที่ หยาน หลิว (Yan Liu) ที่ปรึกษากฎหมายใหญ่และผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายไอเอ็มเอฟ เน้นว่า การนำพิมพ์เขียวไปใช้ต้องมีการกำหนดหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายที่ชัดเจน เปิดให้หน่วยงานดำเนินการได้รวดเร็วควบคู่กับมาตรการคุ้มครองสิทธิ ผู้เสียหายต้องมีช่องทางแจ้งเหตุที่ใช้ง่าย ส่วนหน่วยงานต้องพร้อมติดตาม ระงับ และกู้คืนเงินก่อนถูกส่งต่อผ่านหลายบัญชีหรือข้ามพรมแดน และสำหรับผู้บริโภค ผลของการนำพิมพ์เขียวไปใช้ควรเห็นได้ตั้งแต่การลดช่องทางที่มิจฉาชีพเข้าถึงตัว การมีระบบช่วยทบทวนก่อนทำธุรกรรมเสี่ยง ไปจนถึงการประสานงานที่รวดเร็วเมื่อแจ้งเหตุ เพราะในวันที่ใครคนหนึ่งเผลอ ระบบบริการควรมีโอกาสช่วยหยุดความเสียหายได้ด้วย
ชง 6 มาตรการ เปลี่ยนพิมพ์เขียวให้คุ้มครองคนได้จริง
กลับมาที่ไทย สภาผู้บริโภคออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 สนับสนุนพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ พร้อมเสนอ 6 มาตรการต่อยอด โดยย้ำว่าผู้เสียหายไม่ควรต้องรับภาระเพียงเพราะเป็นคนกดโอนเงินเอง จึงเสนอให้กำหนดสิทธิคืนเงินสำหรับธุรกรรมฉ้อโกงที่เข้าเงื่อนไข ลดภาระการพิสูจน์ระบบที่ผู้เสียหายเข้าถึงไม่ได้ และตั้งกองทุนช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับผู้ที่เดือดร้อนต่อการดำรงชีวิตระหว่างรอข้อยุติ
ด้านการป้องกัน กำหนดให้แพลตฟอร์ม ค่ายมือถือ และร้านค้าแอปพลิเคชันต้องมีหน้าที่ชัดเจน ตั้งแต่ตรวจสอบผู้ลงโฆษณา ป้องกันการแอบอ้าง ไปจนถึงหยุดเนื้อหาหลอกลวง พร้อมให้สถาบันการเงินตรวจจับและชะลอธุรกรรมเสี่ยงสูง โดยการป้องกันขั้นพื้นฐานต้องไม่เป็นบริการที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่ม ส่วนเมื่อเกิดความเสียหาย ต้องร้องเรียนได้จุดเดียว มีเลขรับเรื่องเดียว และมีผู้ติดตามจนจบเรื่อง
ข้อเสนออีกด้านคือให้รัฐบาลจัดทำแผนปฏิบัติการภายใน 90 วันหลังการประชุม ระบุผู้รับผิดชอบ กฎหมาย งบประมาณ และกำหนดเวลาดำเนินงาน พร้อมเปิดเผยผลทุกไตรมาส ทั้งเงินที่ผู้เสียหายได้รับจริง ระยะเวลาจ่าย และเหตุผลที่ปฏิเสธ โดยให้สภาผู้บริโภคและตัวแทนผู้เสียหายร่วมกำหนดกติกาและติดตามผล เพื่อให้การคุ้มครองวัดผลได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคจริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง



