
ภาคประชาชนคัดค้านแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง ห่วงเปิดทาง ร่วมจ่าย ณ จุดบริการ เพิ่มภาระผู้ป่วยโรคเรื้อรังและคนรายได้น้อย เสนอแก้ปัญหางบโรงพยาบาลด้วยการจัดสรรงบประมาณและปรับระบบบริหาร แทนการผลักภาระให้ประชาชน
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภคและเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ยื่นหนังสือถึง คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ และนายภัณฑิล น่วมเจิม เลขานุการคณะกรรมาธิการ เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน พร้อมสะท้อนข้อกังวลต่อการเปิดทาง ร่วมจ่าย ณ จุดบริการ การลดบทบาทภาคประชาชน และผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในสัดส่วนภาคประชาชน ระบุว่า ร่างแก้ไขดังกล่าวสร้างความกังวลต่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเฉพาะการปรับแนวคิดจากระบบที่ครอบคลุมการรักษาเป็นหลัก ไปสู่การกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน ซึ่งอาจเปิดทางให้ประชาชนต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ณ จุดบริการ หากการรักษานั้นอยู่นอกเหนือสิทธิที่กำหนด
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนต้องควักเงินจ่ายก่อนเข้ารับบริการ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับการรักษาต่อเนื่อง ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ และเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะขาดการรักษาหากไม่มีเงินจ่ายในวันที่เข้ารับบริการ
นอกจากประเด็นการร่วมจ่ายแล้ว ร่างแก้ไขยังมีข้อกังวลเรื่องโครงสร้างการบริหาร สปสช. ทั้งการเพิ่มสัดส่วนตัวแทนผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข การเปลี่ยนกระบวนการคัดเลือกตัวแทนภาคประชาชน และการเพิ่มอำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการกำกับดูแล สปสช. ซึ่งภาคประชาชนกังวลว่าอาจทำให้เสียงของผู้รับบริการลดลง และเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีอิทธิพลต่อการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพมากขึ้น
นายนิมิตร์กล่าวว่า หากต้องการแก้ปัญหาโรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง ควรพิจารณาปรับปรุงระบบบริหารจัดการงบประมาณ ตรวจสอบการเบิกจ่าย และกำหนดอัตราค่าบริการพื้นฐาน (Base rate) ที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ แทนการผลักภาระไปให้ประชาชนจ่ายค่ารักษาเมื่อเจ็บป่วย
ภาคประชาชนเสนอให้ใช้หลัก “จ่ายก่อนป่วย” ผ่านระบบภาษี แทนการร่วมจ่าย ณ จุดบริการ โดยเห็นว่าการร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสามารถดำเนินการผ่านระบบการจัดเก็บภาษีและงบประมาณภาครัฐได้ ซึ่งช่วยกระจายภาระค่าใช้จ่ายในภาพรวม โดยไม่สร้างกำแพงทางการเงินระหว่างผู้ป่วยกับการรักษาที่จำเป็น
ด้าน ตัวแทนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง แสดงความกังวลว่า การกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน อาจทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าการรักษาบางประเภทควรอยู่ในสิทธิหรือไม่ ขณะที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ต้องรับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยโรคไต และผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ จำเป็นต้องได้รับยาและการรักษาเป็นประจำ หากต้องร่วมจ่าย ณ จุดบริการทุกครั้ง แม้เป็นเงินจำนวนไม่มาก ก็อาจกลายเป็นภาระสะสมที่ไม่สามารถแบกรับได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ หากผู้ป่วยไม่มีเงินจ่าย ณ จุดบริการ อาจต้องเลื่อนหรือหยุดการรักษา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องรับยาอย่างสม่ำเสมอ จึงเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายต้องไม่ทำให้ความสามารถในการจ่ายเงินกลายเป็นเงื่อนไขของการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น
ขณะที่ คณะกรรมาธิการเตรียมตรวจสอบข้อกังวลและเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายชี้แจง ได้มีแนวทางเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สปสช. กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงบประมาณ เข้าชี้แจงจุดยืนและผลกระทบจากร่างแก้ไขกฎหมาย พร้อมเปิดโอกาสให้ตัวแทนภาคประชาชน กรรมการ สปสช. ในสัดส่วนภาคประชาชน และเครือข่ายผู้ป่วยเข้าร่วมให้ข้อมูล นอกจากนี้ ยังเตรียมนำประเด็นดังกล่าวไปหารือภายในพรรคเพื่อกำหนดจุดยืนต่อไป
ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคและเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เดินหน้าคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้าหารือกับพรรคการเมืองและคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข เพื่อย้ำจุดยืนและชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจกระทบประชาชน ตั้งแต่การเปิดทางให้มีการร่วมจ่าย ณ จุดบริการ การลดบทบาทของภาคประชาชน ไปจนถึงภาระที่อาจเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



