Ribbon

เปิดผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ 15 รุ่น เสนอยกระดับ มาตรฐาน มอก.

เปิดผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ 15 รุ่น เสนอยกระดับ มาตรฐาน มอก.

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) สภาผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และเครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยผลการทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ โดยนำเครื่องฟอกอากาศที่จำหน่ายในท้องตลาดมาทดสอบประสิทธิภาพอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) หรือประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 ตาม มาตรฐาน มอก. 3061-2563 และตรวจสอบการแสดงฉลากความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานบังคับ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ

ทั้งนี้ เป็นการสุ่มซื้อตัวอย่างจากท้องตลาด จำนวน 15 ยี่ห้อ ตามราคาจำหน่ายในท้องตลาด ช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 ในช่วงราคา 1,590 – 5,990 บาท ประกอบด้วย 1. Xiaomi รุ่น AC-M17-SC 2. Levoit รุ่น Core 200S 3. Philips รุ่น AC0650 4. Bwell รุ่น AP-M1536S 5. Smarthome รุ่น AP-180 6. Sharp รุ่น FP-J30TA-B 7. Hatari รุ่น AP12R1 8. Smartmi รุ่น ZMKQJHQP11 9. Tefal รุ่น PT2210TD 10. Samsung รุ่น AX32BG3100GB 11. Worldtech รุ่น WT-P50 12. Electrolux รุ่น EP32-26UGA 13. IRIS OHYAMA รุ่น AAP-S26B 14. Mazuma รุ่น NANO CATALYST PLUS 15. TOSHIBA รุ่น CAF-H20(W) ทดสอบโดยใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องฟอกอากาศ เฉพาะด้านประสิทธิภาพการลดฝุ่น PM2.5 (มอก. 3061 – 2563) ซึ่งจะทดสอบในห้องที่มีการควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศ และมีการควบคุมปริมาณฝุ่นละอองขนาด 0.3 µm (PM2.5)

ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค และที่ปรึกษาศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า การทดสอบเครื่องฟอกอากาศจำนวน 15 ตัวอย่างครอบคลุม 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1. การทดสอบและศึกษาค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) 2. การศึกษาและประเมินพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสม (Application Area) ของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังสำรวจการแสดงฉลากระบุ ค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) เนื่องจากค่า CADR เป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศของผู้บริโภค แต่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานบังคับให้ผู้ผลิตต้องระบุค่า CADR บนผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์

ทั้งนี้ ผลการทดสอบพบว่า เครื่องฟอกอากาศที่ทดสอบแล้วมีค่าเป็นไปตามที่ระบุไว้บนฉลาก จำนวน 10 ยี่ห้อ ได้แก่ ยี่ห้อ Xiaomi, Philips, Sharp, Hatari, Smartmi, Tefal, Samsung, Electrolux, Mazuma และ TOSHIBA ส่วนยี่ห้อที่ทดสอบแล้วได้ค่าไม่เป็นไปตามที่ผู้ผลิตระบุหรือโฆษณาบนฉลาก จำนวน 4 ยี่ห้อ ได้แก่ Levoit, Smarthome, Worldtech และ IRIS OHYAMA โดยการทดสอบค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ดำเนินการอย่างน้อย 1 ครั้ง และอาจทดสอบซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ในกรณีที่ผลทดสอบแตกต่างจากค่าที่ผลิตภัณฑ์แสดงไว้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องขอข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ผลิต

นอกจากนี้ยังมีเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อ Bwell ที่ผู้ผลิตแสดงค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) บนผลิตภัณฑ์ แต่ระบุว่าเป็นการทดสอบตามมาตรฐาน AHAM ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทดสอบประสิทธิภาพการกรองฝุ่นละอองหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ ควันบุหรี่ (ขนาด 0.10-1.0 ไมครอน) ฝุ่นละอองทั่วไป (ขนาด 0.5-3.0 ไมครอน) และละอองเกสรดอกไม้ (ขนาด 5.0-11.0 ไมครอน) จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงกับการทดสอบตาม มอก. 3061-2563 ที่ใช้อณูฝุ่นขนาดเฉลี่ย 0.3 ไมครอน

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มยี่ห้อที่ผลทดสอบจัดว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ ยังพบปัญหาการไม่ระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) บนผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคเห็นได้ง่าย ชัดเจน และสะดวก ได้แก่ ยี่ห้อ Philips, Smartmi และ Electrolux ที่ไม่ระบุบนผลิตภัณฑ์แต่แสดงไว้บนเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์ ยี่ห้อ Tefal ไม่ระบุบนผลิตภัณฑ์แต่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของแหล่งจำหน่าย และยี่ห้อ Sharp ไม่พบการระบุข้อมูลทั้งบนผลิตภัณฑ์และเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์

ดร.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า มาตรฐานของเครื่องฟอกอากาศมี 2 มาตรฐาน คือ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับด้านความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นที่คล้ายกัน ซึ่งจะเห็นเครื่องหมาย มอก. บนผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะหากไม่แสดงฉลากบนผลิตภัณฑ์จะผิดกฎหมาย แต่สำหรับเครื่องฟอกอากาศ มาตรฐานบังคับฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมเรื่องประสิทธิภาพในการกรองลดฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นชนิดอื่น ๆ

ส่วนด้านประสิทธิภาพจะอ้างอิงการทดสอบตามมาตรฐาน มอก. 3061-2563 ซึ่งเป็นมาตรฐานเฉพาะด้านประสิทธิภาพการลด PM 2.5 โดยปัจจุบันยังไม่เป็นมาตรฐานบังคับและเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ผลิต จึงเห็นว่าหลายผลิตภัณฑ์ไม่ได้ระบุค่านี้ไว้ เพราะไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่ผู้บริโภคจำนวนมากใช้ข้อมูลค่า CADR เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อ

“เสนอให้ยกระดับมาตรฐาน มอก. 3061-2563 ให้การแสดงค่าประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นขนาดอื่น ๆ เป็นข้อบังคับ เพื่อให้ผู้ผลิตต้องระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) อย่างชัดเจน และเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ปัจจุบันมีมาตรฐานจากต่างประเทศที่ใช้กับสินค้านำเข้าเป็นจำนวนมาก และแนวโน้มการนำเข้าเครื่องฟอกอากาศอาจเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ในประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้อย่างเข้าใจ สมอ. ควรทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ สื่อสารให้ชัดเจน และให้ความรู้กับประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องมาตรฐานที่หลากหลาย” ดร.ไพบูลย์ กล่าว

ด้าน ทัศนีย์ แน่นอุดร รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวว่า การทดสอบเครื่องฟอกอากาศเกิดจากปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นทุกปีและมีสถานการณ์ที่น่ากังวล ส่งผลให้ผู้บริโภคจำเป็นต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตในตลาดมีจำนวนเพิ่มขึ้น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงเห็นความสำคัญของการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจากการทดสอบครั้งที่ 1 ในปี 2563 และดำเนินการทดสอบครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าและคุ้มครองผู้บริโภค ตามวัตถุประสงค์โครงการเฝ้าระวังสินค้าด้วยการทดสอบสินค้า ของสภาผู้บริโภค

ขณะที่ โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างต่อเนื่องและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เครื่องฟอกอากาศจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและเป็นความหวังของผู้บริโภคในการช่วยลดความเสี่ยงจาก PM2.5 ดังนั้น การระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) หรือข้อมูลด้านการกรองฝุ่น PM 2.5 บนผลิตภัณฑ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง สภาผู้บริโภคจึงสนับสนุนการทดสอบครั้งนี้ เพราะจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค อีกทั้งค่า CADR ยังเป็นจุดขายของผู้ผลิตด้วย การสื่อสารผลทดสอบออกไปจึงเชื่อว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรฐานที่ดีขึ้น

โสภณ กล่าวต่อว่า เรียกร้องให้มาตรฐานผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของประเทศยกระดับให้สูงขึ้นและก้าวไปข้างหน้า ไม่ควรมีเพียงมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นภาคบังคับอยู่แล้ว คือ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 เพราะในปัจจุบัน มาตรฐานบังคับเพียงฉบับเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

“ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศไม่ได้คาดหวังแค่ความปลอดภัยเท่านั้น แต่คาดหวังเรื่องประสิทธิภาพการกรองฝุ่นและคุณสมบัติอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิต เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายและทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ดังนั้นการมีมาตรฐานภาคบังคับด้านประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องของความรับผิดชอบและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค” โสภณ กล่าว

แนวทางเพื่อยกระดับมาตรฐานและความคุ้มครองผู้บริโภค จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้ 1. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรยกระดับมาตรฐานมอก. 3061 – 2563 ให้การแสดงค่าประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นขนาดอื่น ๆ เป็นการบังคับเพื่อให้ผู้ผลิตระบุ ค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ที่ชัดเจน เพื่อความรู้ความเข้าใจต่อการเลือกซื้อและเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

2. ค่าอัตราการส่งมอบอากาศสะอาด (Clean Air Delivery Rate: CADR) เป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ใช้งาน เนื่องจากสะท้อนประสิทธิภาพการลดมลพิษทางอากาศภายในห้องอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นจึงควรมีการปรับปรุงมาตรฐานการทดสอบเครื่องฟอกอากาศของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ IEC และกำหนดให้มี การแสดงค่า CADR บนตัวผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์เป็นข้อกำหนดบังคับ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเพิ่มความโปร่งใสในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์

3. การคำนวณพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสมตามบริบทของประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้อ้างอิงความสูงเพดานประมาณ 2.75 เมตร ซึ่งแตกต่างจากเกณฑ์อ้างอิงของหลายมาตรฐานสากล ดังนั้นจึงควรกำหนดให้มี การแสดงพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสมตามวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทยบนผลิตภัณฑ์หรือเอกสารประกอบของเครื่องฟอกอากาศทุกชนิด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร

และ 4. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรเร่งให้ความรู้กับภาคประชาชนเพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้ ความเข้าใจต่อมาตรฐานประเภทต่าง ๆ ของก่อนเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ อีกทั้งควรประสานร่วมมือกับภาคผู้ผลิตให้มีการจัดทำข้อมูล เพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน