
ระบบประกันสุขภาพร่วมจ่าย กำลังถูกนำมาใช้มากขึ้น ท่ามกลางค่ารักษาพยาบาลและเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่พุ่งสูง สภาผู้บริโภค ชี้ ร่วมจ่าย ไม่ใช่การแก้ปัญหา เป็นเพียงการผลักภาระจากโครงสร้างราคาที่ไร้การควบคุมไปสู่ผู้บริโภค
ค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้เพดานกำหนด กำลังกลายเป็นแรงกดดันต่อทั้งผู้บริโภคและระบบประกันสุขภาพ บริษัทประกันสุขภาพเริ่มปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ทั้งการลดสัดส่วนแผนประกันแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้าใหม่ และขยับเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพ ร่วมจ่าย (Copayment) ในอัตรา 30–50% อ้างเป็นวิธีควบคุมค่าใช้จ่ายและป้องกันไม่ให้เบี้ยประกันพุ่งสูงจนประชาชนเข้าไม่ถึง สภาผู้บริโภค ย้ำการร่วมจ่ายไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ผลักภาระสู่ผู้บริโภค
ร่วมจ่าย ไม่ใช่คำตอบ แต่ต้องควบคุมราคาค่ารักษา
นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า การที่บริษัทประกันนำเสนอแผนประกันสุขภาพร่วมจ่าย (Copayment) ต่อผู้บริโภค โดยอ้างว่าเป็นการควบคุมไม่ให้เบี้ยประกันสูงเกินไป เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นตอแท้จริงอยู่ที่ค่ารักษาพยาบาลที่แพงเกินจริงในโรงพยาบาลเอกชน สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการคือการทบทวนมาตรการกำกับค่ารักษา การกำหนดราคากลางที่เป็นธรรม และการควบคุมการแข่งขันในภาคเอกชนไม่ให้รุนแรงเกินไป เพราะจะกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
“หากบริษัทประกันรายใหญ่เริ่มใช้ระบบ ร่วมจ่าย เป็นมาตรฐาน ย่อมมีความเสี่ยงที่บริษัทอื่นจะเดินตาม แนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่ารักษามากขึ้น ทั้งที่ปัญหาไม่ได้เกิดจากการใช้บริการเกินความจำเป็น แต่เกิดจากโครงสร้างราคาที่ขาดการควบคุมอย่างจริงจัง” นพ.ขวัญประชา กล่าว
แม้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะให้เหตุผลว่า ระบบร่วมจ่ายช่วยควบคุมพฤติกรรมการเบิกค่ารักษาที่ไม่สมเหตุสมผล แต่เสียงสะท้อนจากผู้บริโภคกลับตรงกันว่า ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้ป่วย แต่อยู่ที่ราคาค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่สูงเกินจริง ดังนั้น ทางออกที่แท้จริงจึงไม่ใช่การผลักภาระให้ประชาชนร่วมจ่าย แต่คือการควบคุมราคาค่ารักษาอย่างเป็นธรรม
บริการเดียวกัน แต่ราคาต่างกันได้ถึง 100 เท่า
ข้อมูลจากกรมการค้าภายในยิ่งตอกย้ำปัญหานี้ เมื่อพบว่า แม้จะเป็นบริการทางการแพทย์แบบเดียวกัน หรือยาชนิดเดียวกัน แต่ราคากลับแตกต่างกันอย่างมาก ทำให้ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพร่วมจ่าย ยังคงแบกรับค่าใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่เป็นธรรม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ราคายาพื้นฐานในโรงพยาบาลเอกชน เช่น ยาพาราเซตามอล ที่มีตั้งแต่เม็ดละ 1 บาท ไปจนถึงเม็ดละ 22 บาท หรือราคาเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชน กับท้องตลาด พบว่าสูงเกินจริงหลายรายการ เช่น น้ำเกลือขนาด 1,000 มิลลิลิตร จากราคาท้องตลาดประมาณ 45 บาท แต่ในโรงพยาบาล 919 บาท พลาสเตอร์ปิดแผลจากราคาแผ่นละ 25 บาท เพิ่มเป็น 224 บาท ถุงมือยางจาก 2.50 บาท เป็น 17 บาทต่อชิ้น หรือแม้แต่สำลีก้อนเล็ก ๆ จาก 0.10 บาท ถูกคิดราคา 7 บาทต่อก้อน
กรณีเหล่านี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราคาค่ารักษาและเวชภัณฑ์ที่ ไม่มีเพดานควบคุม และขาดความโปร่งใสอย่างรุนแรง การนำมาตรการร่วมจ่ายมาใช้ในบริบทเช่นนี้จึงเสมือนการซ้ำเติมภาระของผู้บริโภค ท่ามกลางค่ารักษาที่ยังคงพุ่งสูงโดยไม่มีหลักประกันความเป็นธรรม
แม้ในช่วงหลัง กรมการค้าภายในจะออกมาตรการให้โรงพยาบาลเอกชนเปิดเผยอัตราค่ารักษาพยาบาลล่วงหน้า แต่ในทางปฏิบัติ การ “เปิดเผยราคา” ไม่ได้ผลเท่ากับการ “ควบคุมราคา” ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่การขาดกลไกราคาที่มีผลผูกพันจริง โรงพยาบาลยังสามารถกำหนดราคายา ค่าห้อง หรือค่าหัตถการได้ตามดุลยพินิจ โดยไม่มีกฎหมายหรือเพดานราคาที่ชัดเจน
ภาพเดียวกันนี้ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนจากเวที สภาผู้บริโภคพบพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ชี้ว่า ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤต ทั้งความไม่เท่าเทียมของสิทธิการรักษา ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เมื่อค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการขาดกลไกกำกับดูแล ภาระสุดท้ายจึงตกอยู่กับผู้บริโภค
เวทีดังกล่าวสภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้ภาคการเมืองแสดงทิศทางเชิงนโยบายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการสัญญาเพิ่มสิทธิประโยชน์ แต่ต้องมุ่งจัดการโครงสร้างงบประมาณและควบคุมต้นทุนในระบบสุขภาพ โดยเฉพาะภาคเอกชน เพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพที่ถ้วนหน้าและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
ทางออกเชิงระบบ คุมราคา ลดเหลื่อมล้ำ ใช้เทคโนโลยี
ในภาพรวม ข้อเสนอร่วมกันมุ่งแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกำหนดเพดานราคาค่ารักษา ค่ายา และค่าธรรมเนียมทางการแพทย์ การสร้างกลไกกลางกำหนดมาตรฐานการจ่ายเงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เปิดทางให้ผู้ป่วยนำใบสั่งยาไปซื้อจากร้านยาภายนอกเพื่อลดต้นทุน ไปจนถึงการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนสุขภาพหลัก ให้ผู้ป่วยโรคเดียวกันได้รับมาตรฐานการรักษาใกล้เคียงกัน
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนแอบแฝง ทั้งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพกลาง ลดการตรวจซ้ำซ้อน การใช้บริการทางการแพทย์ทางไกล ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังจากที่บ้าน และการใช้ระบบคลาวด์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งต่อและการจองคิว
ภาพรวมทั้งหมดชี้ชัดว่า การแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาลไม่อาจทำแบบแยกส่วน แต่ต้องปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่การกำกับราคา ความเป็นธรรมของกองทุน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้ โดยไม่ถูกซ้ำเติมด้วยภาระค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น และไม่ผลักความเสี่ยงด้านสุขภาพให้กลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินของชีวิต
“การควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาลคือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา เพราะต้นตอของวิกฤตไม่ได้อยู่ที่ผู้ป่วยใช้บริการเกินจำเป็น แต่อยู่ที่โครงสร้างราคาที่ไร้เพดาน และปล่อยให้ค่ารักษา ค่ายา และเวชภัณฑ์พุ่งสูงเกินต้นทุนจริง หากไม่มีการกำกับราคาอย่างเป็นธรรม ภาระจึงถูกผลักไปสู่ผู้บริโภคผ่านระบบประกันสุขภาพ ร่วมจ่าย ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของบริษัทประกันในระยะสั้น แต่ไม่สามารถหยุดค่ารักษาที่แพงเกินจริงได้ กลับยิ่งทำให้ผู้ป่วยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงเสี่ยงชะลอการเข้าถึงการรักษา หากไม่จัดการที่ต้นเหตุด้วยการควบคุมราคาอย่างจริงจัง การร่วมจ่ายจึงไม่ใช่ทางออกของระบบสุขภาพ แต่เป็นเพียงการซ้ำเติมภาระของผู้บริโภคในระยะยาว” นพ.ขวัญประชากล่าว
ผู้บริโภคสามารถค้นหาและเปรียบเทียบราคาค่ารักษาพยาบาลและบริการทางการแพทย์ ได้ที่ https://hospitals.dit.go.th/app/portal.php
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



