
ย้อนประสบการณ์ตรง “บุญยืน ศิริธรรม” จากวันที่เงินไม่พอรักษา สู่การยืนหยัดปกป้อง บัตรทอง กับคำถามว่า หากแก้กฎหมายและให้ประชาชน “ร่วมจ่าย ณ จุดบริการ” คนที่ไม่มีเงินจะยังเข้าถึงการรักษาได้แค่ไหน
“มีเงินเท่าไหร่ เอายาไปเท่านั้น หายไม่หาย เรื่องของคุณ”
นี่ไม่ใช่เรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมา แต่คือประสบการณ์ที่ บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค และกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในสัดส่วนภาคประชาชน เคยพบเห็นและสัมผัสมากับตัวเอง
ก่อนที่วันนี้เธอจะอยู่ในบทบาทคนทำงานเพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภคและสิทธิด้านสุขภาพ เธอมีประสบการณ์เงินไม่พอรักษาต้องเผชิญกับความจริงที่โหดร้ายว่า
เมื่อเงินไม่พอ การรักษาก็อาจไม่เต็มที่
บุญยืน เล่าว่า ครั้งหนึ่งเธอเคยเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล และได้รับแจ้งจากหมอว่าจะได้รับยากลับบ้าน แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องได้รับยาจริง ยาบางส่วนต้องถูกคัดออก เนื่องจากเงินที่เธอมีอยู่ไม่พอสำหรับค่ายาทั้งหมด “มีเงินอยู่เท่าไหร่ ก็รับยาไปได้เท่านั้น”
สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในสถานการณ์นั้น อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับคนป่วย การต้องเลือกระหว่างการมีเงินเก็บ กับการรักษาตัวเองให้ครบ หรืออาจเป็นเรื่องใหญ่ถึง การเลือกระหว่างมีเงินหรือรักษาชีวิต ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และหากเขาเลือกที่จะขายทรัพย์สินที่มีอยู่เพื่อรักษาตัวเอง ก็ต้องถามต่อไปว่า คุณภาพชีวิตหลังจากนี้ของผู้ป่วยจะเป็นอย่างไร หากเป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่อง เงินก้อนนั้นจะ “ยื้อชีวิต” เขาไปได้อีกนานแค่ไหน
บุญยืน ยังเล่าถึงวันที่เธอต้องเข้าไปพบฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เพราะมีเงินไม่พอจ่ายค่ารักษา ต้องตอบคำถามส่วนตัวตั้งแต่แต่งงานหรือยัง ทำไมถึงยังไม่แต่งงาน ไปจนถึงเรื่องการถูกพูดว่าจะส่งไปฝึกอาชีพ เพราะเจ้าหน้าที่กังวลว่าเมื่ออายุมากขึ้นอาจไม่มีคนดูแล
“แค่พี่ไปหาหมอ ต้องบอกเหตุผลด้วยเหรอว่าทำไมพี่ยังไม่แต่งงาน?” บุญยืนตั้งคำถามเพราะสำหรับคนป่วย สิ่งที่ต้องการในเวลานั้นคือการรักษา ไม่ใช่การต้องพิสูจน์ว่าตัวเอง “จนพอ” ที่จะได้รับความช่วยเหลือ และนี่คือเหตุผลที่ “บัตรทอง” สำคัญ
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอมองว่า หลักประกันสุขภาพไม่ได้มีความหมายเพียงการได้รักษาโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ณ จุดบริการ แต่หัวใจสำคัญกว่านั้นคือ ไม่ควรมีใครต้องยากจนลงหรือล้มละลายเพราะความเจ็บป่วย และคนไทยทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เธอกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะเธอต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง แต่กังวลเรื่องที่มาของกฎหมาย รวมทั้งกระบวนการร่าง ที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้มีโอกาสมีส่วนร่วม
เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “จะแก้กฎหมายหรือไม่” แต่คือ แก้แล้วสิทธิของประชาชนจะดีขึ้น หรือจะมีอะไรบางอย่างถูกเอาออกไป ถ้าต้อง “ร่วมจ่าย” คนมีเงินอาจไม่เดือดร้อน แต่คนไม่มีเงินจะทำอย่างไร
ร่วมจ่าย = ใช้เงินตัดสินการมีชีวิต
หนึ่งในประเด็นที่ภาคประชาชนจับตาคือแนวคิดเรื่องการให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล คนที่มีเงินอาจมองว่าไม่เป็นไร สมมติค่าผ่าตัด 60,000 บาท ต้องร่วมจ่าย 10% ก็ 6,000 บาท คนมีเงินอาจพอจ่ายได้ แต่คำถามที่ต้องถามต่อคือ แล้วคนที่ไม่มี 6,000 บาทล่ะ
เพราะเงิน 6,000 บาทของคนหนึ่ง อาจเป็นเงินอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนของอีกคน ถ้าไม่มีเงินจ่าย แล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะต้องลดการรักษา เลื่อนการรักษา หรือกลับไปสู่วันที่คนไข้ต้องเลือกเองว่า “มีเงินเท่าไหร่ ก็รักษาได้เท่านั้น” หรือไม่
บุญยืนมองว่า การให้ประชาชนจ่ายเพิ่ม ณ จุดรับบริการ อาจกลายเป็นการจ่ายซ้ำ เพราะประชาชนมีส่วนร่วมจ่ายผ่านระบบภาษีอยู่แล้ว และหลักประกันสุขภาพควรทำหน้าที่เป็น “หลักประกัน” ในวันที่ประชาชนเจ็บป่วย ไม่ใช่กลายเป็นภาระเพิ่มในวันที่คนกำลังไม่มีเงิน
ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือ “เสียงของประชาชน” ที่อาจหายไป
อีกประเด็นที่บุญยืนให้ความสำคัญ คือบทบาทของภาคประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพ เพราะบอร์ดหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรมีเสียงของ ผู้ใช้บริการ อยู่ในระบบ คนที่ใช้บัตรทองจริง ๆ ควรมีสิทธิส่งเสียงว่าต้องการการรักษาแบบไหน เจอปัญหาอะไร และนโยบายที่กำลังจะออกมานั้นกระทบชีวิตพวกเขาอย่างไร
หากเสียงของประชาชนลดลง และโครงสร้างถูกขยับไปให้ผู้ให้บริการมีบทบาทมากขึ้น คำถามคือ บอร์ดหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะยังเป็นบอร์ดที่มีประชาชนเป็นเจ้าของอยู่หรือไม่
สำหรับเธอ นี่ไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ ในกฎหมาย เพราะคนที่ออกแบบระบบ อาจไม่ใช่คนที่ต้องใช้ระบบในวันที่ตัวเองไม่มีเงิน “บัตรทองไม่ใช่ของฟรี” เธอยังอยากให้หยุดมองคนใช้บัตรทองว่าเป็นคนที่ “ชอบของฟรี” เพราะบัตรทองไม่ใช่ของฟรีที่ใครหยิบยื่นให้
มันคือระบบหลักประกันที่เกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันเมื่อเจ็บป่วย วันนี้คนหนึ่งอาจมีเงิน มีประกันเอกชน
มีสวัสดิการจากที่ทำงาน แต่อีกวันหนึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุ ตกงาน หรือเจ็บป่วยจนค่าใช้จ่ายเกินกำลัง ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่ตัวเองจะกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งหลักประกันนี้
จากทุกข์ของคนไข้ สู่การปกป้องสิทธิ บัตรทอง
บุญยืนเธอคือคนหนึ่งที่อยู่กับการขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น และยังจำคำพูดของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ ซึ่งใจความที่เธอยังจำไม่ลืมคือ
“คุณยืนถึงจะมีกฎหมายแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทิ้งหลักประกันนี้ได้ เพราะคนที่จ้องจะทำลายยังมีอยู่มาก เราจะทิ้งประชาชนไปไหนไม่ได้ เราต้องอยู่ตรงนี้ เป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็ก คอยค้ำยันและปกป้องสิทธิของประชาชนเอาไว้”
แม้วันนี้ นพ.สงวนไม่ได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ คือระบบที่ทำให้คนจำนวนมากไม่ต้องเผชิญกับคำถามเดิมอีกว่า มีเงินเท่าไหร่ ถึงจะรักษาได้ และเมื่อมีความพยายามเปลี่ยนแปลงระบบ คนที่เคยเห็นความทุกข์ของประชาชนจึงออกมายืนอยู่ตรงนี้อีกครั้ง ในฐานะประธานสภาผู้บริโภค และตัวแทนภาคประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อยืนยันว่า สิทธิที่ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้นมา ไม่ควรถูกทำให้เล็กลงโดยที่ประชาชนไม่มีสิทธิส่งเสียง
ถ้าคุณไม่อยากให้หลักประกันสุขภาพของคนไทย ถอยหลังไปสู่ยุคที่คนต้องเลือกระหว่าง “เงินเก็บ” กับ “ชีวิต” ร่วมลงชื่อคัดค้านการแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ที่อาจกระทบสิทธิประชาชนได้ที่ https://forms.gle/JtjagA7Awe4LgCHDA
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

