Ribbon

อียูออกกฎใหม่ “แบตเสื่อม เปลี่ยนเองได้” หนุนเพิ่มสิทธิผู้บริโภค

ใช้มือถือไปสองสามปี แบตเริ่มหมดไว ชาร์จทีเดียวอยู่ไม่ถึงครึ่งวัน อยากเปลี่ยนแบตก็ต้องส่งศูนย์ รอคิวข้ามวัน จ่ายค่าเปลี่ยนแบตหลักพันถึงหลักหมื่น สุดท้ายหลายคนเลือกซื้อเครื่องใหม่ ทั้งที่เครื่องเก่ายังใช้ได้ดี นี่คือปัญหาใกล้ตัวที่คนไทยเจอกันเกือบทุกคน และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหานี้กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อสหภาพยุโรป (อียู) ออกกฎใหม่ บังคับให้สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์แบบพกพาทุกเครื่องที่วางขายในยุโรป ต้องออกแบบให้ผู้ใช้เปลี่ยนแบตเองได้ที่บ้านด้วยเครื่องมือง่าย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งศูนย์บริการอีกต่อไป

กฎใหม่ดังกล่าวอยู่ใน Regulation (EU) 2023/1542 หรือระเบียบแบตเตอรี่ของสหภาพยุโรป มีผลบังคับใช้วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2570 โดยกำหนดให้แบตเตอรี่ที่ติดตั้งในอุปกรณ์พกพาต้องถอดและเปลี่ยนได้โดยผู้ใช้ทั่วไป ตลอดอายุการใช้งานของเครื่อง ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายถึงว่าจะย้อนกลับไปใช้แบตเตอรี่แบบถอดฝาหลังเหมือนในอดีต แต่เป็นการออกแบบให้สมดุลระหว่างดีไซน์ที่บางเบาของโทรศัพท์ยุคใหม่กับความสามารถในการซ่อมบำรุง โดยผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแบตด้วยเครื่องมือทั่วไปที่หาซื้อได้

เงื่อนไขกฎเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เอง

นอกจากการออกแบบให้เปลี่ยนแบตได้แล้ว กฎใหม่ของสหภาพยุโรปยังกำหนดมาตรฐานคุณภาพของแบตเตอรี่ไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น 1. แบตเตอรี่ต้องคงความจุอย่างน้อย 80% หลังผ่านรอบการชาร์จ 800 รอบ 2. ผู้ผลิตต้องเปิดให้ผู้บริโภคเข้าถึงคู่มือการซ่อมและข้อมูลเทคนิคได้ 3. ต้องจัดหาอะไหล่สำรองให้บริการในระยะยาว ซึ่งก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปได้ออกกฎ Ecodesign ให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนต้องจัดส่งอะไหล่ รวมถึงแบตเตอรี่ ให้ช่างซ่อมและผู้ใช้อย่างน้อย 7 ปี หลังหยุดวางจำหน่าย และ 4. ผู้ผลิตต้องไม่สร้างอุปสรรคให้ช่างซ่อมอิสระเข้าถึงการซ่อม

ทั้งนี้ กฎใหม่ของสหภาพยุโรปยังกำหนดเงื่อนไขการบังคับใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 สหภาพยุโรปได้กำหนดให้สมาร์ทโฟนที่วางขายในตลาดต้องผ่านเกณฑ์ด้านความทนทานและความสามารถในการซ่อมบำรุง พร้อมกำหนดอายุการสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์อย่างน้อย 5 ปีนับจากวันหยุดจำหน่าย

ต่อยอดจากกฎสายชาร์จมาตรฐานเดียว

มาตรการเรื่องแบตเตอรี่ดังกล่าวเป็นการขยายต่อจากกฎหมายสายชาร์จเดียว หรือ Common Charger Directive (Directive (EU) 2022/2380) ที่สหภาพยุโรปบังคับใช้ให้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต กล้องดิจิทัล เครื่องอ่าน e-reader หูฟัง ลำโพงพกพา คีย์บอร์ด และเมาส์ไร้สาย ต้องใช้พอร์ต USB-C หรือพอร์ตที่ช่วยเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ให้เป็นมาตรฐานเดียว ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2567 และจะขยายไปยังคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบพกพา ในวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ กฎสายชาร์จเดียวจะช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ราว 11,000 ตันต่อปี และช่วยให้ผู้บริโภคในยุโรปประหยัดเงินได้ถึง 250 ล้านยูโรต่อปี เพราะไม่ต้องซื้อสายชาร์จใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนอุปกรณ์ โดยสินค้าที่ไม่ปฏิบัติตามจะถูกห้ามวางขาย เรียกคืนสินค้า หรือถูกปรับเป็นจำนวนเงินที่แต่ละประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปกำหนดเอง ซึ่งอาจสูงถึงหลักล้านยูโร และสินค้าใดที่ไม่ได้รับเครื่องหมาย CE (Conformité Européenne) จะไม่สามารถวางขายในตลาดประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาตรการทั้งสองมาต่อกัน ภาพของสมาร์ทโฟนในยุโรปตั้งแต่ปี 2570 จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง สู่อุปกรณ์ที่ออกแบบมาให้ใช้ได้นาน โดยผู้บริโภคจะสามารถใช้สายชาร์จเดียวกันกับอุปกรณ์หลายเครื่อง และเมื่อแบตเตอรี่เสื่อมก็เพียงแค่ถอดเปลี่ยนเอง แทนที่จะต้องทิ้งเครื่องทั้งเครื่อง

มาตรฐานอียูส่งแรงกระเพื่อมถึงไทย 

การเปลี่ยนแปลงของสหภาพยุโรปครั้งนี้อาจส่งแรงกระเพื่อมถึงมาตรฐานในไทย แม้กฎดังกล่าวจะบังคับใช้ในสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่ผู้บริโภคไทยมีโอกาสได้ใช้สมาร์ทโฟนที่เปลี่ยนแบตเองได้เช่นกัน เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่างแอปเปิล (Apple), ซัมซุง (Samsung) และแบรนด์สมาร์ทโฟนอื่น ๆ อาจไม่สามารถผลิตเครื่องหลายเวอร์ชันแยกตามภูมิภาคได้เพราะอาจไม่คุ้มทุน จึงมักนำดีไซน์ที่ออกแบบมาเพื่อตลาดยุโรปไปใช้เป็นมาตรฐานของสินค้ารุ่นเดียวกันทั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย

ที่ผ่านมา กรณีสายชาร์จ USB-C คือบทพิสูจน์ชัดเจน เมื่อแอปเปิลซึ่งเคยใช้สายชาร์จเฉพาะของตนเองมานาน ต้องเปลี่ยนมาใช้ USB-C ตั้งแต่ไอโฟน 15 เป็นต้นมา ส่งผลให้ผู้บริโภคไทยที่ซื้อไอโฟนได้ใช้สายชาร์จมาตรฐานเดียวกับอุปกรณ์แบรนด์อื่นไปด้วย ทั้งที่ไทยยังไม่ได้ออกกฎหมายบังคับเรื่องนี้แต่อย่างใด

สภาผู้บริโภคหนุนไทยยกระดับสิทธิผู้บริโภค

แม้ผู้บริโภคไทยอาจจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากกฎของสหภาพยุโรปในอนาคต เรื่องแบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้ ที่สะท้อนแนวคิดเรื่องสิทธิในการซ่อม (Right to Repair) แต่ในไทยยังไม่มีกฎหมายที่บังคับให้ผู้ผลิตออกแบบสินค้าให้ซ่อมง่าย หรือจัดหาอะไหล่ให้ผู้บริโภคในระยะยาว ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคยังคงต้องพึ่งพาศูนย์บริการของแบรนด์เป็นหลัก เผชิญกับค่าซ่อมที่สูง อะไหล่ที่หายาก และมักไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากซื้อเครื่องใหม่และเผชิญกับวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง ที่เกิดจากกลยุทธ์การออกแบบให้สินค้าหมดอายุเร็ว (Planned Obsolescence) โดยสินค้าหลายประเภทถูกตั้งใจให้ซ่อมยากหรือซ่อมไม่ได้ ทั้งการใช้น็อตเฉพาะหรือกาวพิเศษ การตั้งราคาค่าซ่อมสูงจนไม่คุ้ม การปิดกั้นข้อมูลวิธีซ่อม และการยุติการอัปเดตซอฟต์แวร์ของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อใหม่อย่างไม่มีทางเลือก เพิ่มทั้งปริมาณขยะ การใช้ทรัพยากร และภาระทางเศรษฐกิจของประชาชน  

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ กรณีจอขึ้นเส้นของโทรศัพท์ยี่ห้อซัมซุงใน 11 รุ่น ที่ผู้บริโภคหลายรายร้องเรียนกับสภาผู้บริโภคว่า หน้าจอมีเส้นแนวตั้งโดยที่ตัวเครื่องไม่ได้ตกหรือเสียหายภายนอก ซึ่งสภาผู้บริโภคได้ประสานและผลักดันจนผู้ผลิตเปิดให้ผู้บริโภคยื่นเอกสารขอเงินคืนค่าซ่อมและได้รับการเยียวยาในช่วงปี 2568 กรณีดังกล่าวยังสะท้อนว่า ผู้บริโภคไทยยังเผชิญปัญหาการซ่อมบำรุงสมาร์ทโฟนในหลายมิติ ทั้งค่าซ่อมแพง อะไหล่หายาก การต้องพึ่งพาศูนย์บริการเพียงช่องทางเดียว และการออกแบบเครื่องที่ไม่เอื้อต่อการซ่อม

ในขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคเดินหน้าผลักดันร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือที่รู้จักกันในชื่อเลมอน ลอว์ (Lemon Law) ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ตกไปหลังการยุบสภา สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เสนอให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวภายใน 60 วัน นับตั้งแต่การประชุมสภาครั้งแรก โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายเลมอน ลอว์ คือการให้สิทธิผู้บริโภคในการ ซ่อม เปลี่ยน ลดราคา หรือยกเลิกสัญญาซื้อขายได้ หากพบว่าสินค้ามีความชำรุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เช่น ภายใน 6 เดือนหลังการซื้อสำหรับสินค้าทั่วไป และ 12 เดือนสำหรับรถยนต์ รวมถึงเปิดให้ผู้บริโภคปฏิเสธการชำระค่างวดได้ในกรณีสินค้ามีปัญหา โดยไม่ต้องรอคดีขึ้นสู่ศาล

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากผู้บริโภคซื้อสินค้าใหม่ที่พังตั้งแต่วันแรก ก็ควรมีสิทธิได้รับความยุติธรรม ไม่ต้องตกอยู่ในภาวะเสียเงิน เสียเวลา และเสียโอกาสจากการใช้สินค้าไม่ได้จริงหากไทยสามารถผลักดันมาตรฐานสินค้าและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในทิศทางเดียวกับสหภาพยุโรป จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ และลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี