
วิกฤตซ้ำ คนเดินทาง ตั๋วเครื่องบินแพง เที่ยวบินยกเลิกกว่าพันเที่ยว ค่าธรรมเนียมสนามบินจ่อขึ้น มิ.ย.นี้สภาผู้บริโภคชง ทอท. ชะลอขึ้นค่าธรรมเนียม พร้อมจี้รัฐบาลคุ้มครองผู้โดยสารถูกยกเลิกเที่ยวบินอย่างเป็นรูปธรรม
สงครามยังไม่จบ วันหยุดยาวกำลังจะมา ค่าเดินทางเตรียมปรับขึ้น ทั้งราคา ตั๋วเครื่องบินแพง ที่แตะเพดาน ค่าธรรมเนียมสนามบินขาออกระหว่างประเทศ ที่ ทอท. จะปรับขึ้นอีกในเดือนมิถุนายนนี้ ซ้ำเที่ยวบินยังถูกยกเลิกโดยผู้โดยสารแทบไม่ได้รับการเยียวยาตามสิทธิที่ควรได้ ท่ามกลางสถานการณ์นี้ คำถามที่ยังรอคำตอบคือ ราคาที่ผู้โดยสารจ่ายวันนี้ สะท้อนต้นทุนจริงแค่ไหน และใครกำลังปล่อยให้ภาระทั้งหมดไหลมาจบที่ผู้บริโภค
ภาระ 3 ชั้นที่ผู้โดยสารกำลังเจอ
สถานการณ์ค่าโดยสารเครื่องบินที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องราคาตั๋วเพียงอย่างเดียว แต่ผู้บริโภคต้องแบกภาระถึง 3 ชั้น ชั้นแรก คือราคาค่าโดยสารที่ขยับขึ้นจากต้นทุนการบินที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันอากาศยาน ชั้นที่สอง คือค่าธรรมเนียมสนามบินขาออกที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หรือ AOT กำลังจะปรับเพิ่มในเดือนมิถุนายน ที่จะถึงนี้ และชั้นที่สาม คือความเสี่ยงจากเที่ยวบินที่ล่าช้าหรือการยกเลิกโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้ผู้โดยสารต้องรับภาระทางการเงินเพิ่ม
นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เที่ยวบินทั่วโลกถูกยกเลิกหรือล่าช้ามากกว่า 40,000 เที่ยวบิน ขณะที่ในประเทศไทยมีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 1,000 เที่ยวบิน ครอบคลุมทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ ภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่ และดอนเมือง โดยต้นทุนสำคัญอย่างราคาน้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้น 76 – 100% หลังเกิดเหตุการณ์ และทำให้ค่าโดยสารในหลายเส้นทางขยับขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 70%
ล่าสุดการบินไทยประกาศปรับราคาตั๋วขึ้น 10 – 15% ในบางเส้นทาง ขณะที่บางเส้นทางระหว่างเอเชียกับยุโรป เช่น กรุงเทพฯ – แฟรงก์เฟิร์ต ราคาตั๋วพุ่งขึ้นกว่า 505% หรืออยู่ที่ประมาณ 2,870 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 104,000 บาท
เพดานราคา 9.40 บาทต่อกิโลเมตร ที่ยังไม่มีคำอธิบาย
แม้ราคาตั๋วจะปรับขึ้นจากต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่การบินภายในประเทศ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้กำหนดเพดานราคาค่าโดยสารสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ ตามข้อบังคับคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ฉบับที่ 103 อยู่ที่ไม่เกิน 9.40 บาทต่อกิโลเมตร โดยอ้างอิงต้นทุนจากปี พ.ศ. 2561 ทว่าปัญหาอยู่ที่ยังไม่มีการเปิดเผยสูตรคำนวณอย่างชัดเจนว่าตัวเลขดังกล่าวมาจากต้นทุนอะไรบ้าง และมีการทบทวนล่าสุดเมื่อใด
ในทางปฏิบัติ ราคาตั๋วในเส้นทางยอดนิยมอย่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ – ภูเก็ต ก็มักถูกตั้งไว้ใกล้เพดานในช่วงวันหยุดหรือเทศกาล แม้การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น (Dynamic Pricing) จะเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปในอุตสาหกรรมการบินสากล แต่เมื่อเพดานราคาที่ใช้เป็นฐานอ้างอิงขาดความโปร่งใส คำถามก็ย่อมเกิดขึ้นว่าราคาที่ผู้บริโภคจ่ายอยู่นั้น เป็นธรรมเพียงใด
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเข้าใจและยอมรับได้ว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตราคาน้ำมันย่อมส่งผลต่อค่าโดยสาร แต่เงื่อนไขสำคัญคือการปรับราคาต้องตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และไม่เอาเปรียบ โดยเฉพาะต้องไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมย้อนหลัง และต้องแสดงราคาสุทธิอย่างชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการจอง
ภาพที่ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาคือเมื่อเดือนเมษายน 2568 ตัวแทนจาก กพท. เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่าเพดานราคา 9.40 บาทต่อกิโลเมตรมีที่มาอย่างไร และครอบคลุมองค์ประกอบต้นทุนใดบ้าง ประเด็นนี้จึงชี้ให้เห็นถึงปัญหาความโปร่งใสของระบบกำกับดูแล และความคลุมเครือของกลไกราคา
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ผลที่ตามมาจากเพดานราคาที่ขาดความโปร่งใสนี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้โดยสารรายบุคคล แต่ยังลามไปถึงภาคท่องเที่ยวในประเทศ โดยเสียงจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงใหม่ ระบุว่า ราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนการเดินทางไปเชียงใหม่ใกล้เคียงกับการเดินทางไปต่างประเทศอย่างเวียดนาม จีน หรือฮ่องกง ทำให้นักท่องเที่ยวพิจารณาไปเที่ยวต่างประเทศแทน
ด้านประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ประเมินว่า ราคาที่เหมาะสมสำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ไม่ควรเกิน 3,500 บาทในช่วงปกติ และไม่ควรเกิน 5,000 บาทในฤดูกาลท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้าไปเที่ยวเชียงใหม่ยังอยู่ในกลุ่มประหยัดถึงกลาง ใช้จ่ายวันละ 2,000 ถึง 3,000 บาท หากค่าตั๋วสูงเกินไป ย่อมกระทบการตัดสินใจเดินทาง
ค่าธรรมเนียมสนามบินขาออก จ่อขึ้น มิ.ย. 69
ในขณะที่ผู้โดยสารกำลังรับภาระจากราคาตั๋ว บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ยังเตรียมปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge: PSC) จาก 700 บาทเป็น 1,120 บาทต่อคน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ครอบคลุมสนามบินทั้ง 6 แห่งในเครือของบริษัทท่าอากาศยานไทยได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสนามบินในภูมิภาคอาเซียน พบว่าอัตราใหม่ของไทย (1,120 บาท) สูงกว่ามาเลเซียเกือบ 2 เท่า (ประมาณ 580 บาท) สูงกว่าอินโดนีเซีย (ประมาณ 500 บาท) และสูงกว่าเวียดนาม (ประมาณ 400 บาท) ขณะที่อัตราใหม่ที่ปรับขึ้นมามีอัตราใกล้เคียงกับสิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลกอยู่แล้ว ซึ่งคำถามเรื่องการขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ว่าควรเก็บหรือไม่ควรเก็บ แต่อยู่ที่ว่าการปรับขึ้นในอัตรานี้และในช่วงเวลานี้เหมาะสมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม บริษัทท่าอากาศยานไทย ชี้แจงว่าค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศไม่ใช่ภาษี และรายได้จะนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ในมุมผู้โดยสาร ปัญหาอยู่ที่ภาระนี้ถูกเพิ่มเข้ามาในจังหวะที่ค่าเดินทางโดยรวมพุ่งขึ้นหลายด้านพร้อมกัน ข้อถกเถียงจึงไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียว แต่รวมถึงลำดับความเร่งด่วน และภาระที่ผลักไปยังผู้ใช้บริการในช่วงที่ต้นทุนเดินทางกำลังสูงอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีคำถามถึงคุณภาพบริการพื้นฐานในสนามบินที่ผู้โดยสารพบในปัจจุบัน เช่น ห้องน้ำ ทางลาดสำหรับผู้พิการ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ ซึ่งผู้ใช้บริการบางส่วนสะท้อนว่ายังมีความแตกต่างกันระหว่างสนามบินในเครือ ทอท. ด้วยกันเอง เช่น สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากประเด็นการลงทุนโครงสร้างใหม่ ยังเกิดคำถามว่ารายได้ที่เก็บไปในปัจจุบันได้ถูกนำมาดูแลคุณภาพบริการขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมหรือไม่
เที่ยวบินยกเลิก สิทธิที่มีอยู่ กับการเข้าถึงที่ยังไม่จริง
อีกปัญหาสำคัญคือ เมื่อเที่ยวบินถูกยกเลิก ผู้โดยสารแทบไม่มีทางเลือกโดยไม่ต้องเสียหาย เพราะหากยกเลิกการเดินทาง ต้องรอเงินคืนที่ล่าช้า และอาจสูญเสียค่าใช้จ่ายอื่นที่จ่ายไปก่อนแล้ว เช่น ที่พักหรือทัวร์ แต่หากจะเดินทางต่อ ก็ต้องซื้อตั๋วใหม่ในราคาที่สูงขึ้นมาก เพราะที่นั่งที่เหลืออยู่มักอยู่ในกลุ่มราคาสูงสุดทั้งหมด
ตามข้อบังคับคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 101 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ผู้โดยสารที่ถูกยกเลิกเที่ยวบินมีสิทธิได้รับการดูแลจากสายการบิน ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม อุปกรณ์สื่อสาร การจัดเที่ยวบินทดแทนหรือการขนส่งทางเลือก หากไม่ประสงค์เดินทางต่อ ต้องคืนเงิน รวมถึงที่พักพร้อมการรับส่งหากต้องค้างคืน สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับเงินชดเชย 1,500 บาท ส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศจะคิดตามระยะทาง ตั้งแต่ 2,000 บาทสำหรับเส้นทางระยะสั้น ไปจนถึง 4,500 บาทสำหรับเส้นทางเกิน 3,500 กิโลเมตร ยกเว้นกรณีเหตุสุดวิสัย
แต่ปัญหาอยู่ที่สิทธิที่มีอยู่ในข้อบังคับ ไม่ได้แปลว่าผู้โดยสารจะเข้าถึงสิทธินั้นได้จริง ผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไร ต้องร้องเรียนที่ใด และต้องใช้เวลานานเพียงใดกว่าจะได้รับการเยียวยา นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้ปัญหาค่าตั๋วแพงไม่ใช่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย เพราะเมื่อระบบสะดุด คนที่ต้องหาเงินมารับภาระก่อนมักเป็นผู้โดยสารเสมอ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันคือ ผลกระทบลูกโซ่จากต้นทุนที่สูงขึ้น อาจนำไปสู่การเลื่อน ล่าช้า หรือยกเลิกเที่ยวบินที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ความต้องการเดินทางสูง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจึงควรจับตาและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่าสายการบินจะไม่ใช้ต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นเหตุในการลดเที่ยวบินหรือบริหารความเสี่ยงโดยผลักภาระมาที่ผู้โดยสาร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่รัฐและหน่วยงานกำกับดูแลควรทำ
ปัญหาที่เห็นชัดจากเรื่องนี้มีอย่างน้อย 3 ส่วน คือ เพดานราคาค่าโดยสารภายในประเทศที่ 9.40 บาทต่อกิโลเมตรยังไม่มีคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินสำหรับผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงที่ค่าเดินทางโดยรวมสูงขึ้นอยู่แล้ว และสิทธิของผู้โดยสารเมื่อเที่ยวบินถูกยกเลิกยังเข้าถึงได้ไม่เต็มที่ในทางปฏิบัติ ทั้งที่มีข้อบังคับรองรับ สภาผู้บริโภคเห็นว่าปัญหาทั้งสามด้านนี้มีทางออกที่เป็นรูปธรรม หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการการบินพลเรือนควรเปิดเผยวิธีการคำนวณเพดานราคา 9.40 บาทต่อกิโลเมตรต่อสาธารณะ และกำหนดกรอบทบทวนเพดานราคาอย่างสม่ำเสมอ โดยเปิดให้ภาคประชาชนและผู้บริโภคมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันต้องทำให้มาตรการคุ้มครองผู้โดยสารในกรณีเที่ยวบินยกเลิกมีผลในทางปฏิบัติจริง ทั้งการแจ้งสิทธิ การคืนเงิน การชดเชย และช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ควรทบทวนจังหวะการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศจาก 700 บาทเป็น 1,120 บาท โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าใช้จ่ายการเดินทางโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น พร้อมเปิดเผยรายละเอียดต้นทุนที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้ ส่วนรัฐบาลควรพิจารณามาตรการลดแรงกดดันด้านต้นทุนในภาคการบินภายในประเทศในช่วงวิกฤต เช่น มาตรการบรรเทาต้นทุนน้ำมันอากาศยาน และผลักดันให้สายการบินเปิดเผยโครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียมตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการจอง เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้บนข้อมูลที่ครบถ้วน



