
เปิดใจทีมแพทย์โควิด นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ อดีตผอ.รพ.สิชล ตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม เมื่อ “ฮีโร่กู้วิกฤต” กลายเป็น “จำเลย” ในระบบระเบียบ
ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2564 ท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่โหมกระหน่ำจนระบบสาธารณสุขในกรุงเทพฯ เกือบถึงจุดล่มสลาย ภาพประชาชนนอนรอคิวตรวจเชื้อริมถนนและการสูญเสียเพราะรอเตียง กลายเป็นบาดแผลลึกในใจของคนทำงาน นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ประธาน อปสข. เขต 11 และอดีต ผอ.รพ.สิชล คือหนึ่งในขุนพลแพทย์ชนบทที่รับคำสั่งด่วนให้เข้ามากู้วิกฤตเมืองกรุง ทว่าหลังจบภารกิจ สิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่เหรียญกล้าหาญ แต่คือการถูกตั้งกรรมการสอบวินัยที่กัดเซาะขวัญกำลังใจอย่างรุนแรง
ภารกิจ 3 ระลอก ตอบรับเสียงเรียกจากรัฐด้วยจิตวิญญาณอาสา
นพ.อารักษ์ ยืนยันว่าการลงพื้นที่ของทีมแพทย์ชนบทไม่ใช่การกระทำโดยพลการ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามหนังสือประสานงานอย่างเป็นทางการถึง 3 ครั้งจากทั้ง สปสช. และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้าสู่ “พื้นที่สีแดงเข้ม” ในช่วงที่วิกฤตที่สุด
ระลอกที่ 1 (กรกฎาคม 64): ทีมอาสาเกือบ 50 ชีวิต บุกชุมชนแออัดท่ามกลางความเสี่ยงสูง เพราะส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว พวกเขาใช้ชุดตรวจ ATK มาตรฐาน WHO ควบคู่กับ RT-PCR จนพบว่าบางชุมชนติดเชื้อสูงถึง 15% ข้อมูลนี้กลายเป็นฐานสำคัญให้ ศบค. ตัดสินใจเชิงนโยบายได้ทันท่วงที
ระลอกที่ 2 (สิงหาคม 64): ขยายผลสู่แนวคิด “ตรวจพบเร็ว จ่ายยาทันที” และริเริ่มระบบ Home Isolation เพื่อระบายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลที่เตียงล้น ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโมเดลหลักของประเทศ
ระลอกที่ 3: ระดมทีมกว่า 300 ชีวิต ปฏิบัติงานเชิงรุกแบบครบวงจร ทั้งตรวจ จ่ายยา และฉีดวัคซีนถึงประตูบ้านกลุ่มเป้าหมาย จนสถานการณ์ใน กทม. เริ่มคลี่คลายลงอย่างเห็นได้ชัดภายในหนึ่งเดือน
“พวกเราตื่นตี 4 ครึ่ง สวมชุด PPE ทำงานกลางแดดจ้าจนเหงื่อท่วมถึงมืดค่ำ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้นำทีมในขณะนั้น ยอมนั่งรถซาเล้งเข้าไปสวอปเชื้อให้ชาวบ้านตามตรอกซอกซอย เพียงเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษา” นพ.อารักษ์ ย้อนความหลังถึงความทุ่มเท
แจงปมจัดซื้อ บรรทัดฐานภาวะฉุกเฉินที่ไม่ควรถูกบิดเบือน
สำหรับข้อครหาเรื่องการจัดซื้อพัสดุ นพ.อารักษ์ ชี้แจงชัดเจนว่าดำเนินการตาม “ระเบียบพัสดุในภาวะไม่ปกติ” ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งยกเว้นขั้นตอนปกติเพื่อความรวดเร็วในการรักษาชีวิตคน
ส่วนประเด็นเรื่องราคานั้น การนำราคาชุดตรวจในช่วงที่ขาดแคลนหนัก (ก.ค.-ส.ค. 64) ไปเปรียบเทียบกับราคาในช่วงที่ตลาดอิ่มตัวและมีการผลิตล็อตใหญ่ (ต.ค. 64) อีกทั้งเป็นชุดตรวจสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ใช้ ไม่ใช่สำหรับประชาชนทั่วไป ถือเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะกลไกราคาในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญ งบประมาณทั้งหมดถูกจัดการผ่านบัญชีโรงพยาบาลอย่างโปร่งใส มีหลักฐานผู้รับบริการครบถ้วน ไม่มีการเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด
ความยุติธรรมที่หายไป เมื่อระบบราชการหันคมดาบใส่คนทำงาน
สิ่งที่น่าหดหู่ใจที่สุดสำหรับ นพ.อารักษ์ คือการเห็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่าง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถูกคำสั่งโยกย้ายและตั้งกรรมการสอบวินัย ทั้งที่เป็นผู้นำทัพกู้วิกฤตตามคำสั่งรัฐ
“สิ่งที่บั่นทอนเราที่สุด คือการที่คนทำงานด้วยเจตนาบริสุทธิ์และสร้างผลลัพธ์มหาศาลต่อประชาชน กลับต้องมาถูกระบบราชการตรวจสอบย้อนหลังโดยไม่พิจารณาบริบทของสถานการณ์จริง”
นพ.อารักษ์ ทิ้งท้ายด้วยการเรียกร้องให้ระบบราชการไทยทบทวนเรื่อง “ความเป็นธรรม” และการปกป้องคนทำงาน เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขยังมีขวัญกำลังใจที่จะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน หากต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหม่ในอนาคต



