
จุดเริ่มต้นจากการชวนเชื่อโฆษณาสอนลงทุน เหยื่อมิจฉาชีพโดนหลอกให้สูญเงินเก็บทั้งชีวิต มิจฉาชีพใช้กลโกง “รักหลอกลงทุน (Hybrid Scam)” ที่ล่อเหยื่อติดกับจากความสัมพันธ์ ความน่าเชื่อถือ สภาผู้บริโภคเรียกร้องรัฐบาลใหม่ผลักดันระบบเยียวยา ก่อนที่ผู้บริโภคจะกลายเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียว
หนึ่งในรูปแบบที่มิจฉาชีพใช้ล่อลวงที่สร้างความเสียหายรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ รักหลอกลงทุน หรือ “Hybrid Scam” ที่ผสมผสานการหลอกให้เหยื่อเชื่อใจ แล้วล่อให้ลงทุนจนผู้เสียหายจำนวนมากสูญเงินเก็บหลักแสน หลักล้าน ทำให้เหยื่อบางรายสิ้นเนื้อประดาตัวและตัดสินใจจบชีวิต สภาผู้บริโภคเรียกร้องรัฐบาลใหม่เร่งตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายจากภัยมิจฉาชีพ
เมื่อความน่าเชื่อถือที่ถูกสร้างขึ้น นำไปสู่การสูญเสียทั้งชีวิต
สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภครายหนึ่ง เล่าถึงความรุนแรงและความแนบเนียนของกลโกงในรูปแบบคือ “รักหลอกลงทุน” ผู้ร้องเรียนรายนี้พบโฆษณาบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ที่แอบอ้างว่าเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน ชักชวนให้เข้าร่วมเรียนรู้การเทรดหุ้น โดยอ้างว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอและมีระบบรองรับที่น่าเชื่อถือ
ภายหลังจากแสดงความสนใจ ผู้ร้องถูกชักชวนให้เพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และเริ่มมีการพูดคุยอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องชีวิตประจำวันและเรื่องการลงทุน ก่อนจะถูกแนะนำให้ลงทุนเทรดหุ้นผ่านแพลตฟอร์มชื่อเวลทริกซ์ (Veltrix) และ ซีเอสที ซีเคียวริตี้ส์ (CST Securities) ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีระบบทันสมัยและมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ความเชื่อมั่นที่ค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้น ผู้บริโภครายนี้จึงโอนเงินเพื่อร่วมลงทุนตามคำแนะนำของบุคคลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 27 ล้านบาท แต่ต่อมาเมื่อพยายามติดต่อเพื่อขอถอนเงิน กลับถูกอ้างเงื่อนไขต่าง ๆ และถูกหลีกเลี่ยงการติดต่อในที่สุด จนรู้ตัวว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการ หลอกลงทุน ด้วยความสิ้นหวังที่จะได้รับเงินที่เป็นเงินเก็บทั้งชีวิตคืน เธอจึงตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองในสัปดาห์ที่ผ่านมา
กลไก หลอกลงทุน ที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบ
“รักหลอกลงทุน” เป็นรูปแบบที่ไม่ได้อาศัยเพียงคำชักชวนหว่านล้อม แต่เป็นกระบวนการที่ใช้ทั้งจิตวิทยา และโครงสร้างปลอมที่ดูเหมือนถูกกฎหมาย มิจฉาชีพมักเริ่มต้นจากโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่าเป็นโครงการสอนเทรดหุ้นฟรี หรือมีผู้เชี่ยวชาญชื่อดังให้คำแนะนำ ก่อนดึงเหยื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่มไลน์ ที่เต็มไปด้วยตัวละครสมมติ เช่น อาจารย์ หรือ บัดดี้ ซึ่งทำหน้าที่สร้างบรรยากาศความน่าเชื่อถือและแรงจูงใจในการลงทุน
หัวใจสำคัญของกลโกง คือกระบวนการเลี้ยงไข้ โดยมิจฉาชีพจะใช้เวลาสร้างความสนิทสนมกับเหยื่อ พูดคุยเรื่องชีวิตประจำวันควบคู่กับการแนะนำการลงทุนอย่างต่อเนื่อง บางกรณีกินเวลาหลายเดือน เพื่อให้เหยื่อตายใจและเชื่อว่ากำลังได้รับคำแนะนำจากคนใกล้ชิดที่หวังดี
อีกองค์ประกอบที่ทำให้กลโกงนี้แนบเนียน คือการใช้แอปพลิเคชันลงทุนปลอมที่สามารถดาวน์โหลดได้จริงผ่านเพลย์สโตร์ (Play Store) ของมือถือในระบบแอนดรอยด์ หรือ แอปสโตร์ (App Store) ของไอโฟน โดยมิจฉาชีพสร้างบัญชีนักพัฒนาเพื่ออำพรางระบบตรวจสอบ ทำให้เหยื่อเข้าใจผิดว่าเป็นแอปฯ ที่ถูกกฎหมาย ภายในแอปฯ จะแสดงถึงการลงทุนที่มีตัวเลขกำไรที่สูงเกินจริง และในช่วงแรกอาจยอมให้ถอนเงินได้จริงจำนวนเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อโอนเงินลงทุนเพิ่มในภายหลัง
เมื่อเหยื่อเริ่มเชื่อมั่น การโอนเงินมักถูกกำหนดให้โอนเข้าบัญชีในนามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งช่วยลดความระแวงของผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริง บัญชีเหล่านี้จำนวนมากคือ “บัญชีม้านิติบุคคล” ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรับเงินจากผู้เสียหายโดยเฉพาะ และไม่ได้สะท้อนความน่าเชื่อถือของการลงทุนแต่อย่างใด
ผลกระทบที่ลึกกว่าความเสียหายทางการเงิน
ความเสียหายจากการหลอกลงทุนไม่ได้จบเพียงการสูญเงิน ผู้เสียหายจำนวนมากเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างฉับพลัน ต้องแบกรับหนี้สินใหม่ บางรายหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบเพื่อประคองชีวิต ผลกระทบดังกล่าวขยายวงจากระดับบุคคลไปสู่ระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ในมิติทางสังคมและสุขภาพจิต การสูญเสียเงินก้อนใหญ่และความไม่แน่นอนในการได้เงินคืน ก่อให้เกิดความเครียดรุนแรง ภาวะซึมเศร้า และในบางกรณีนำไปสู่การทำร้ายตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดรัฐต้องรับภาระต้นทุนด้านสาธารณสุขและการเยียวยาเพิ่มเติม อีกทั้งความล่าช้าในกระบวนการคืนเงินหรือเยียวยา ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคและการบังคับใช้กฎหมายในยุคดิจิทัลอย่างรุนแรง
ข้อเสนอสภาผู้บริโภค ตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหาย
สภาผู้บริโภคได้เสนอให้มีการจัดตั้ง “กองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นจากภัยไซเบอร์” เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน โดยจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินก้อนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายมีทรัพยากรในการดำรงชีพและต่อสู้คดีต่อไป
แนวคิดสำคัญของกองทุนนี้ คือการกระจายความรับผิดชอบจากผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผ่านการสมทบเงินในลักษณะเดียวกับระบบคุ้มครองเงินฝาก รวมถึงการนำเงินที่สำนักงาน ปปง. ยึดได้จากมิจฉาชีพที่ไม่สามารถระบุเจ้าของ มาใช้เป็นแหล่งทุนในการเยียวยาโดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด
เรียกร้องรัฐบาลใหม่ผลักดันอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ จากเวทีสภาผู้บริโภคพบพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองมีทิศทางสอดคล้องกันว่าควรนำเงินที่ได้จากการอายัดและยึดทรัพย์สินของมิจฉาชีพมาเป็นแหล่งทุนหลักเพื่อคืนความเสียหายให้ผู้บริโภคโดยไม่ต้องรอให้กระบวนการศาลสิ้นสุด พร้อมเสนอโมเดลที่มุ่งเน้นการดึงสถาบันการเงินและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเข้ามาร่วมประกันความเสี่ยงหรือรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นหากระบบการป้องกันล้มเหลว เพื่อเปลี่ยนภาระจากผู้บริโภคให้เป็นการรับผิดชอบร่วมกันในห่วงโซ่ดิจิทัล
สภาผู้บริโภคจึงคาดหวังว่า รัฐบาลใหม่จะเร่งยกระดับกลไกเยียวยาและระบบคุ้มครองผู้บริโภคให้เท่าทันอาชญากรรมดิจิทัลที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อยุติการปล่อยให้ผู้บริโภคเผชิญความเสี่ยงเพียงลำพัง
แนวทางการป้องกัน หลอกลงทุน ในยุคดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางรูปแบบการหลอกลวงที่พัฒนาอย่างซับซ้อน ผู้บริโภคจำเป็นต้องยกระดับความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน ผู้บริโภคควรตรวจสอบผู้ให้บริการหรือโครงการลงทุนผ่านหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่ามีการได้รับอนุญาตหรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากการอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือองค์กรที่มีชื่อเสียง ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมายเสมอไป
นอกจากนี้ ควรตระหนักอยู่เสมอว่า ข้อเสนอที่อ้างว่า “เรียนฟรี” หรือ “ให้ผลตอบแทนสูงและสม่ำเสมอ” มักเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของกลโกงการลงทุน การรับประกันกำไรหรือการชักชวนให้เชื่อว่าเป็นโอกาสพิเศษที่หาไม่ได้ทั่วไป ล้วนเป็นกลวิธีที่มิจฉาชีพใช้เร่งเร้าให้เหยื่อตัดสินใจโดยขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
โอนเงินเข้าบัญชีในนามนิติบุคคล อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
อีกประเด็นที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ คือการโอนเงินเข้าบัญชีในนามนิติบุคคล แม้จะถูกนำเสนอว่าเป็นบัญชีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งดูมีความน่าเชื่อถือ แต่ในทางปฏิบัติพบว่ามีการใช้ “บัญชีม้านิติบุคคล” อย่างแพร่หลายในการรับเงินจากผู้เสียหาย ดังนั้น การโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทจึงไม่อาจใช้เป็นหลักฐานยืนยันความปลอดภัยของการลงทุนได้
ท้ายที่สุด หากผู้ลงทุนเริ่มถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมโดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียม ค่าภาษี ค่าเอกสาร หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อแลกกับการถอนเงินต้นหรือกำไร ควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นกลโกง และหยุดการโอนเงินทันที เนื่องจากรูปแบบการเรียกเก็บเงินซ้ำซ้อนดังกล่าว เป็นลักษณะเฉพาะของการ หลอกลงทุน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง


