Ribbon

ประกาศใช้ “เทคนิคจีโนม” พร้อมจริงมั้ย? เมื่อกติกาหละหลวม

ประกาศใช้ “เทคนิคจีโนม” พร้อมจริงมั้ย? เมื่อกติกาหละหลวม

ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ กำลังขับเคลื่อนเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม เพื่อพัฒนาพันธุ์พืช-สัตว์ ให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ช่วยเพิ่มผลผลิต และความสามารถการแข่งขัน แต่ในขณะเดียวกันกฎกติกาการดูแลเทคโนโลยีใหม่ทางเกษตรนี้กลับพบช่องโหว่มากมาย ที่ท้ายที่สุดอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อเกษตรกรและผู้บริโภคในระยะยาว

แม้เทคโนโลยีนี้จะได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยคณะมนตรียุโรปได้ยอมรับที่จะนํากฎระเบียบเกี่ยวกับเทคนิคจีโนมใหม่มาใช้ แต่การเปิดรับครั้งนี้อียูมีมาตรการควบคุมที่เข้มข้นเพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค  ในทางกลับกัน ประเทศไทยกลับเปิดทางใช้เทคโนโลยีนี้โดยไม่มีข้อจำกัด หรือเงื่อนไขที่ชัดเจน ทำให้มีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย เมื่อระบบนิเวศถูกกระทบจากการรุกรานของเทคโนโลยีการเกษตรที่อาจทำให้เกิดการเสียสมดุล กระทบต่อเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ ต่อผู้บริโภค ความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงอาจเชื่อมโยงไปถึง สุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

“เทคนิคจีโนม” คืออะไร

รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ อนุกรรมการอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค อธิบายว่า เทคโนโลยีจีโนมใหม่ หรือ New Genomic Techniques (NGTs) คือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเร่งการปรับปรุงพันธุ์พืชให้มีคุณสมบัติตรงตามต้องการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำให้พืชทนแล้ง ทนน้ำท่วม หรือการให้ผลผลิตสูงขึ้น

หัวใจสำคัญของ NGTs คือการแก้ไขยีนแบบตรงจุด ซึ่งถูกนำเสนอว่าแม่นยำและใกล้เคียงธรรมชาติมากกว่าพืชจีเอ็มโอGMO (Genetically Modified Organism) แบบดั้งเดิม แต่ในอีกด้านหนึ่งเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำขึ้น ก็ยิ่งต้องการระบบกำกับดูแลที่รอบคอบขึ้นเช่นกัน รศ.ภญ.จิราพรย้ำเตือน

บทเรียนจากอดีต

“แม้ว่า เทคนิคจีโนมใหม่ จะถูกมองว่าเป็นความหวังใหม่ของภาคเกษตร แต่ต้องย้ำถึงหลักการป้องกันไว้ก่อน เพราะผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อม อาจไม่ปรากฏในระยะสั้น บางความเสี่ยงอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเห็นผลชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ การปนเปื้อนในระบบเกษตร หรือผลกระทบทางอ้อมต่อห่วงโซ่อาหาร” รศ.ภญ.จิราพร กล่าวเสริม

ทำไม “มาตรการป้องกันไว้ก่อน” จึงสำคัญ รศ.ภญ.จิราพร ได้ยกกรณีของ “ยาทาลิโดไมด์ (Thalidomide)” เป็นตัวอย่างที่ไม่ควรลืม

ในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ ยานี้เคยถูกใช้เป็นยาแก้แพ้ท้อง สำหรับหญิงตั้งครรภ์ และในเวลานั้น ผลการทดสอบระบุว่า ปลอดภัย ไม่มีสัญญาณอันตรายที่ชัดเจน จนถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ความจริงกลับค่อย ๆ ปรากฏ ไม่ใช่ในปีหรือสองปีแรก หากต้องใช้เวลานานนับสี่สิบปี

สุดท้ายพบว่า ยานี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทารกในครรภ์ เด็กจำนวนมากเกิดมาพร้อมความพิการ เช่น แขนขาไม่พัฒนา กลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของโลก

กรณีของ ยาทาลิโดไมด์ สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ความปลอดภัยในระยะสั้น ไม่ได้การันตีความปลอดภัยในระยะยาว คือเหตุผลที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างการดัดแปลงพันธุกรรม ไม่ว่าจะเป็น GMO หรือ NGTs เพราะผลกระทบบางอย่าง ทั้งต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม อาจไม่ปรากฏให้เห็นในทันที ในหลายกรณี อาจต้องใช้เวลานานถึง 30–40 ปี กว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริง

อีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนผลกระทบของการขาดมาตรการควบคุมด้านการเกษตรและระบบนิเวศที่ชัดเจน คือกรณีการแพร่ขยายของ “ปลาหมอคางดำ” ที่เกิดจากการนำพันธ์ปลาจากทวีปแอฟริกาตะวันตกมาทดลองเลี้ยงในไทย แต่ต่อมาได้หลุดออกมาจากฟาร์มทดลองสู่ระบบนิเวศของไทย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าปลาชนิดนี้เป็นสายพันธุ์ที่มีพลังทำลายล้างสูง ในระบบนิเวศ ปลาชนิดนี้สามารถกินได้แทบทุกอย่าง และปรับตัวได้ดีในหลายสภาพแวดล้อม ส่งผลให้ปลาพื้นเมืองของไทยค่อย ๆ ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว บางพื้นที่ถึงขั้นแทบไม่เหลือความหลากหลายทางชีวภาพเดิมอีกต่อไป

เปรียบเทียบประกาศจีโนม ยุโรป vs ไทย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 คณะมนตรียุโรปได้ยอมรับที่จะนํากฎระเบียบเกี่ยวกับเทคนิคจีโนมใหม่มาใช้ แต่กฎระเบียบเหล่านั้นกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับประกาศของไทย หนึ่งในตัวอย่างของการกำกับดูแลที่ชัดเจนคือแนวทางของสหภาพยุโรป (อียู) ที่ไม่ได้มอง NGTs เป็นเทคโนโลยีเดียวกันทั้งหมด แต่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามระดับความเสี่ยง

  • NGT-1: กลุ่มที่ถือว่าใกล้เคียงกับการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ จึงผ่อนปรนกฎระเบียบบางส่วน และไม่บังคับติดฉลากในระดับผู้บริโภค แต่ยังคงควบคุมในระดับเมล็ดพันธุ์ และส่วนขยายพันธุ์ และยกเว้นกลุ่มต้านสารเคมีกำจัดวัชพืชและแมลง ไม่จัดอยู่ใน NGT-1 นี้
  • NGT-2: กลุ่มที่มีการดัดแปลงซับซ้อน มีการแก้ไขยีนเกิน 20 ตำแหน่ง หรืออาจกระทบต่อระบบนิเวศ ยังคงต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย GMO อย่างเข้มงวด ทั้งการอนุญาต ตรวจสอบ ติดตามผล และการติดฉลากภาคบังคับ

แนวทางนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า “เทคโนโลยีเดียวกัน อาจมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน” จึงต้องมีมาตรการกำกับที่แตกต่างกัน

แล้ว NGTs ต่างจาก GMO อย่างไร

ความแตกต่างสำคัญของ NGTs เมื่อเทียบกับ GMO แบบเดิม คือกระบวนการที่ใช้ ในอดีต GMO จำเป็นต้องอาศัยตัวพา เช่น แบคทีเรียหรือไวรัส เพื่อนำสารพันธุกรรมเข้าไปในสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัย เพราะอาจมีสารพันธุกรรมแปลกปลอมตกค้าง หรือก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่คาดคิด

ขณะที่ NGTs ถูกออกแบบมาให้ไม่ใช้ตัวพา และเข้าไปปรับแก้สารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตโดยตรง เสมือนการปรับปรุงพันธุ์ตามธรรมชาติ ที่รวดเร็วและแม่นยำกว่า อย่างไรก็ตาม คำอธิบายว่า “ใกล้เคียงธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่า “ไร้ความเสี่ยง” และนี่คือจุดที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงในระดับนโยบายทั่วโลก

จากความกังวลต่อการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ไร้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดที่อาจมีผลต่อผู้บริโภค สภาผู้บริโภคได้ออกมาคัดค้าน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 และจัดทำรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภค จากประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร พ.ศ. 2567 โดยชี้ว่าปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ไม่มีมาตรการป้องกันไว้ก่อน แต่อยู่ที่เงื่อนไข ซึ่งยังมีช่องว่าง ทั้งในแง่คำจำกัดความที่กว้างเกินไป และการขาดมาตรการกำกับดูแลที่รัดกุมเพียงพอ ส่งผลให้เทคโนโลยีที่อาจมีความเสี่ยงถูกนำไปใช้โดยไม่มีระบบประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน

ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคยังพบประเด็นการละเมิดสิทธิที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ สิทธิในการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันการสื่อสารยังเน้นเพียงด้านความปลอดภัยโดยไม่สะท้อนความไม่แน่นอนในระยะยาว สิทธิในการมีส่วนร่วมที่กระบวนการออกประกาศยังขาดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้บริโภคและเกษตรกรรายย่อย และสิทธิในความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งช่องโหว่ทางกฎหมายอาจเปิดทางไปสู่การผูกขาดเมล็ดพันธุ์โดยกลุ่มทุน กระทบต่อการเข้าถึงทรัพยากรอาหารอย่างเป็นธรรมในระยะยาว

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่การปฏิเสธนวัตกรรม แต่คือการออกแบบกติกาที่รอบคอบ มีการประเมินความเสี่ยงอย่างรัดกุม และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนา หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จะทำให้สังคมสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนในอนาคต

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง