Ribbon

ครบ 1 ปีคดีพิรงรอง บทเรียนการทำหน้าที่เพื่อผู้บริโภคในสังคมไทย

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาจำคุก 2 ปี ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากเหตุเริ่มต้นที่มีผู้บริโภคร้องเรียนมายังสำนักงาน กสทช. ว่ามีโฆษณาแทรกระหว่างรับชมช่องทีวีดิจิตอลบนกล่องโทรทัศน์อินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชั่นทรูไอดี  และมีการออกหนังสือเตือนจากสำนักงานกสทช. ไปยังผู้รับใบอนุญาตช่องรายการโทรทัศน์ดิจิตอลให้ตรวจสอบเนื่องจากทรูไอดีไม่ใช่ผู้รับใบอนุญาตจากกสทช. จึงไม่มีสิทธินำเนื้อหาไปออกอากาศตามกฎ must carry ซึ่งการพิจารณามาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ที่ กสทช.พิรงรอง ทำหน้าที่เป็นประธาน ต่อมาบริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ในฐานะผู้ให้บริการแอปพลิเคชันและกล่องโทรทัศน์อินเทอร์เน็ต “ทรูไอดี” ฟ้องว่ากสทช. พิรงรอง จงใจกลั่นแกล้งและทำให้เกิดความเสียหาย 

หลังมีคำพิพากษา พิรงรองได้รับอนุญาตให้ประกันตัวและทำหน้าที่ กสทช. ต่อไป แต่ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จำเป็นต้องขออนุญาตและได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเดินทางทุกครั้ง

ในช่วงทั้งก่อนและหลังคำพิพากษา มีงานเสวนาและการวิเคราะห์ในกรณีดังกล่าวมากมายหลายครั้ง hashtags #saveพิรงรอง และ #freeกสทช ขึ้นเทรนด์ในสื่อสังคมออนไลน์ หลายสถาบันการศึกษาและองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคออกแถลงการณ์ในประเด็นนี้ โดยมองว่า กสทช.พิรงรอง เป็นตัวแทนของผู้ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนโดยเฉพาะในด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม 

ในขณะเดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าการยื่นฟ้อง กสทช.พิรงรอง เป็นไปเพื่อตอบโต้การกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมที่ กสทช.พิรงรอง ยืนยันทำหน้าที่อย่างเข้มข้นใช่หรือไม่ (พิรงรองเป็นหนึ่งในสองเสียงที่ไม่อนุญาตการควบรวมกิจการทรู-ดีแทค) 

เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับ Watchdog Channel ตั้งข้อสังเกตถึงการฟ้องคดีนั้นเป็นการฟ้อง กสทช.พิรงรอง ซึ่งเป็นบุคคล แทนที่จะเป็นองค์กร และทั้งๆ ที่การออกหนังสือไปยังผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการที่โจทก์กล่าวหาว่าสร้างความเสียหายนั้นเป็นอำนาจและการกระทำของเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ไม่ใช่อำนาจและการกระทำของพิรงรอง 

หรือในวงวิชาการที่นักกฏหมายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบด้วย ผศ.ดร. รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำศูนย์กฏหมายอาญา ศ.ดร. ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ แกะรอยจากเนื้อหาคำพิพากษา เทียบเคียงคำให้การพยานชั้นไต่สวน และกฏหมายอื่น ๆ พบการเลือกบันทึกคำให้การพยานปากเอกของโจทก์ที่ให้การปรักปรำ กสทช. พิรงรอง “คือผู้สั่งการ” และละเว้นการบันทึกคำให้การพยานฝ่ายจำเลยที่โดนอ้างถึงและให้การตรงกันข้าม 

นอกจากนี้ จากประเด็นหลักคือการฝ่าฝืนกฎ must carry ด้วยการแทรกโฆษณาลงในเนื้อหาจากฟรีทีวี การประชุมและออกหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกอบการโทรทัศน์ให้ปฏิบัติตามแนวทางของ กสทช. ที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น ก็เป็นความพยายามในการกำกับดูแลตามอำนาจหน้าที่เท่าที่มีอยู่ ส่วนในเรื่องรายงานการประชุมที่มีการกล่าวหาว่าเป็นการทำรายงานเท็จนั้น ศาลควรพิจารณาให้รอบคอบว่า การแก้ไขรายงานการประชุมที่บันทึกไม่ครบถ้วนตามที่เกิดขึ้นจริงนั้น ไม่ใช่การปลอมแปลงเอกสาร แต่เป็นการทำให้ข้อมูลสมบูรณ์ขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น นักกฎหมายยังตั้งข้อสังเกตว่า ในการบันทึกคำพิพากษาที่ยาว 25 หน้า ส่วนใหญ่มีแต่การบันทึกเฉพาะข้อกล่าวหาตามคำฟ้องของโจทก์ และความเห็นของศาล โดยมีการกล่าวถึงข้อแก้ต่างของจำเลยในหน้าสุดท้ายเพียงสั้น ๆ ว่า เป็นข้อแก้ต่างที่ลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักในการโต้แย้งข้อกล่าวหา

ปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุดและอยู่ในชั้นอุทธรณ์ โดยหลังจากที่ทางโจทก์คือบริษัททรู ดิจิทัลได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาแก้อุทธรณ์ออกไปทั้งสิ้น 5 ครั้ง ทางศาลชั้นต้นจึงได้รวบรวมคำอุทธรณ์ของจำเลยและคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ส่งศาลอุทธรณ์ในช่วงสิ้นปี 2568

แต่ในระหว่าง 1 ปีที่ผ่านมา เกิดผลกระทบอะไรบ้าง

Chilling Effect 

กรรมการ กสทช. ที่มีหน้าที่กำกับดูแล​ส่งเสริมการแข่งขัน ป้องกันการผูกขาดหรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาด บางคนมีท่าทีในการทำหน้าที่ที่ดูเหมือนจะหวั่นเกรงการถูกเอกชนรายใหญ่ฟ้องร้อง และละเลยการปกป้องผู้บริโภคและประโยชน์สาธารณะ 

ยกตัวอย่าง เมื่อครั้งการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 850 MHz, 1500 MHz, 2100 MHz และ 2300 MHz ที่เสร็จสิ้นไปเมื่อ 29 มิถุนายน 2568 บอร์ดกสทช. 4 ใน 7 คน

ลงมติงดออกเสียงการเพิ่มเงื่อนไขในใบอนุญาตค่ายมือถือที่จะกำหนด “ค่าปรับรายวัน” 0.05% ของราคาประมูลสูงสุด หากผู้รับใบอนุญาตไม่สามารถขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมประชากรตามเกณฑ์ได้ภายใน 5 ปีตามเงื่อนไขที่มีอยู่แล้ว นั่นคือมีการกำหนดเงื่อนไขแต่ไม่ได้กำหนดบทลงโทษหากทำไม่ได้ เมื่อเสียงอนุมัติมีเพียง 3 เสียง (พิรงรอง รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และ พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ เป็นสามเสียงนั้น) ข้อเสนอดังกล่าวซึ่งน่าจะเป็นหลักประกันให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงโครงข่ายมือถือได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมทั่วประเทศจึงต้องตกไปอย่างน่าเสียดาย

Regulatory Capture

ปัญหาที่ยังคาอยู่อย่างต่อเนื่องก็คือการที่คนทำงานในองค์กรกำกับดูแลอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ประกอบการรายใหญ่ ล่าสุดในสำนักงาน กสทช. มีการสั่งการให้หาตัวคนผิดในการทำรายงานการประชุมที่ถูกกล่าวหาและศาลว่าเป็นเท็จทั้งๆ ที่คดีและคำพิพากษาของศาลยังไม่ถึงที่สุด รวมไปจนถึงการตีความกฎหมายให้สนับสนุนโจทก์ในทุกครั้งที่มีการโต้แย้งการปฏิบัติหน้าที่ของพิรงรองในการประชุมกสทช.เ มื่อมีวาระเกี่ยวกับกลุ่มทรู และความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญของวาระการพิจารณาการกำกับดูแล OTT หรือแพลตฟอร์มดิจิตอลที่ให้บริการแพร่ภาพและเสียงที่ทรูไอดี ยืนยันว่าตนเองเป็น 

ขณะเดียวกัน การแทรกโฆษณาในเนื้อหาของทีวีดิจิตอลบนแพลตฟอร์มทรูไอดีก็ยังดำเนินต่อไป โดยกฎขององค์กรกำกับดูแลอย่าง กสทช. ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ 

หรือนี่คือ “new normal” ของการทำหน้าที่ regulator ในสังคมไทย?