ร่วมลงชื่อ ‘ค้านการควบรวมกิจการธุรกิจโทรคมนาคม ระหว่างดีแทคกับทรูมูฟ เอช’

การรวบรวมรายชื่อนี้ จัดทำโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) เพื่อเปิดให้สาธารณชนเข้าร่วมลงรายชื่อในฐานะผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ ‘การควบรวมกิจการธุรกิจโทรคมนาคม ระหว่างทรูมูฟ เอชกับดีแทค’ เพื่อรวบรวมรายชื่อเหล่านี้เสนอต่อ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เนื่องจาก กสทช. มีอำนาจในการอนุญาตการควบรวมกิจการระหว่าง 2 บริษัทดังกล่าว

ข้อมูลเบื้องต้น : ทำไมต้องค้านการควบรวมกิจการธุรกิจโทรคมนาคม ระหว่างทรูมูฟ เอช กับดีแทค?

1) ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง ปัจจุบันในตลาดธุรกิจโทรคมนาคมมีผู้ให้บริการรายใหญ่อยู่เพียง 3 บริษัทที่แข่งขันกันอยู่ ทั้งด้านการพัฒนาบริการใหม่ ๆ การขยายพื้นที่การบริการ รวมไปถึงการแข่งขันด้านราคา ซึ่งถ้าพิจารณาส่วนแบ่งการตลาดจากจำนวนเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มีการใช้งานทั้ง 3 บริษัทจะครองธุรกิจในตลาดประมาณร้อยละ 97 แต่หากมีการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรูมูฟ เอช และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค อาจทำให้สัดส่วนแข่งขันในตลาดเปลี่ยนไป จากที่เคยมี 3 เจ้าเหลือเพียง 2 เจ้าเท่านั้น

2) ต้องจ่ายค่าบริการแพงขึ้น จากงานวิจัยพบว่า หากมีการควบรวมกิจการและเหลือผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่เพียง 2 เจ้า แม้ว่าจะมีการแข่งขันกันตามกลไกตลาด จะส่งผลให้ค่าบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 7 – 10% แต่หากไม่มีการแข่งขันกัน หรือตกลงแบ่งสัดส่วนผู้ใช้บริการ อาจทำให้เราต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มขึ้นถึง 66 – 120 % เช่น ค่าเฉลี่ยค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตของคนทั่วไปอยู่ที่ 220 บาท/เดือน หากมีการควบรวมฯ เราจะต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มขึ้นเป็น 235 – 480 บาท/เดือน

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการโทรคมนาคม 80 ล้านเลขหมาย นั่นหมายความว่าหากมีการควบรวมฯ จะทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภครวมทั้งสิ้น 1,760 – 20,800 ล้านบาท

3) การควบรวมกิจการในครั้งนี้ อาจจะขัดต่อกฎหมายอย่างน้อย 4 ฉบับ คือ

  1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
  2. กฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
  3. พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522
  4. พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560

4) การควบรวมอาจทำให้เกิดอำนาจเหนือตลาด หากการควบรวมของทั้ง 2 บริษัทได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และสามารถตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ได้ กิจการภายใต้บริษัทดังกล่าวจะมีส่วนแบ่งตลาดโทรคมนาคมในประเทศไทยถึงร้อยละ 52 ซึ่งค่าดัชนีวัดระดับความมีประสิทธิภาพของการแข่งขันในตลาด (Herfindahl-Hirschman Index HHI) ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการแข่งขัน (Failure market) และอาจมีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ชัดเจน และควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก

5) การมีอำนาจเหนือตลาด นำไปสู่การผูกขาดโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะเมื่อผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมีอำนาจเหนือตลาดธุรกิจโทรคมนาคม ก็จะส่งผลให้เกิดการผูกขาดบริการหรือผูกขาดโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต ทั้งแบบมีสายและแบบไร้สาย ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ยากขึ้น อินเทอร์เน็ตจะช้าลง และผู้ใช้บริการทุกกลุ่มจะมีต้นทุนสูงขึ้น นอกจากนี้ การผูกขาดยังทำให้เกิดการผูกขาดทางเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากต้นทุนการเข้าถึงข้อมูลที่สูงขึ้น ข้อมูลมีราคาแพง ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยอีกด้วย

ร่วมลงชื่อ 'ค้านการควบรวมกิจการธุรกิจโทรคมนาคม ระหว่าง ดีแทค กับ ทรูมูฟ เอช'

การลงชื่อ แปลว่าคุณยอมรับ ข้อตกลงการใช้บริการ และ นโยบายสิทธิส่วนบุคคล ของสภาองค์กรของผู้บริโภค