ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

สถานการณ์
ประเทศไทยได้มีการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามา โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ราคาของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ลดลงใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการเติบโตนี้ได้นำมาซึ่งความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ยังคงปรากฏเป็นปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพและบริการหลังการขายยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
จากการรวบรวมสถิติเรื่องร้องเรียน ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ พบว่ามีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งสิ้น ๘๔๖ กรณี ปัญหาหลักที่ผู้ร้องพบคือ ศูนย์ปิดบริการหรือต้องซ่อมแซมเอง ปัญหาย่อยที่พบจากการปิดศูนย์บริการ ได้แก่ รถยนต์ชำรุดบกพร่อง (เช่น ชุดควบคุมแบตเตอรี่ทำงานบกพร่อง และอื่น ๆ) ๕๑๕ กรณี ปัญหาการเปลี่ยนป้ายขาว ๑๓๑ กรณี การคืนรถ/การเยียวยา ๘๓ กรณี เงื่อนไขในสัญญาไม่เป็นธรรม ๖๘ กรณี และการโฆษณาเกินจริง ๕๙ กรณี ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นต่อบริษัทผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเป็นอย่างมาก
การดำเนินงาน
- ปี ๒๕๖๘ ศึกษาและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจัดทำนโยบายหรือมาตรการแก้ไขปัญหาและเยียวยาความเสียหาย รวมถึงแนวทางการสร้างมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคควบคู่ไปกับมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าสู่ตลาดที่เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาการลอยแพผู้บริโภค และยกระดับความเชื่อมั่นผู้บริโภค
- ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ สภาองค์กรของผู้บริโภค ส่งข้อเสนอต่อประธานคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ
ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค
สภาผู้บริโภคจึงได้รวบรวมข้อมูลจากโครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง เพื่อให้เกิดมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และจัดทำข้อเสนอนโยบายต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อพิจารณากำหนดนโยบายระยะยาวของประเทศในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว และมีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการที่ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคไปยัง ๘ หน่วยงาน ดังนี้
๑. ข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกรมธุรกิจพลังงาน (กธพ.) ดังนี้
๑) ขอให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ วางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion Hub) ในระดับภูมิภาค นอกเหนือจากรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ โดยมุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการส่งออกให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง และส่งเสริมการดัดแปลงรถยนต์ภาครัฐและรถสาธารณะ เพื่อนำร่องดัดแปลงรถยนต์ในหน่วยงานราชการและสนับสนุนการดัดแปลงรถบริการสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดมลพิษในเมือง
๒) ขอให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาหลักสูตรและผลิตบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงที่มีทักษะสูง รองรับการขยายตัวและยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอนาคต และนำกรณีศึกษาและปัญหาจากค่ายรถมาถอดบทเรียนเชิงนโยบาย เช่น กรณีของรถยนต์ไฟฟ้าบางยี่ห้อ มาวิเคราะห์ เพื่อจัดทำคู่มือแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภค และปรับปรุงมาตรการส่งเสริมให้รัดกุมยิ่งขึ้น
๓) ขอให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติออกระเบียบหรือกำหนดให้มีมาตรฐานผู้ปฏิบัติงานติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับที่พักอาศัย (Home Charger) โดยต้องขึ้นทะเบียนและผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือ เพื่อให้มั่นใจว่าการติดตั้งนั้นมีความถูกต้อง ปลอดภัย พร้อมจัดทำคู่มือแนวทางการติดตั้งให้ผู้บริโภคสามารถตรวจติดตามความรับผิดชอบในภายหลัง และป้องกันการใช้แรงงานไร้ฝีมือผิดกฎหมายได้
๔) เสนอให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติเร่งขยายจำนวนสถานีชาร์จให้ครอบคลุมการใช้งานทั่วประเทศให้เป็นไปตามแนวนโยบาย ๓๐@๓๐ รวมถึงผลักดันให้มีการรวมแผนที่สถานีชาร์จไว้ในแผนที่นำทางของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นมาตรฐาน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง
๕) เสนอให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการหรือศูนย์ยุติข้อพิพาทเฉพาะทาง เพื่อเป็นกลไกกลางในการพิจารณาข้อร้องเรียนด้านเทคนิคที่ซับซ้อน ให้เกิดการเยียวยาที่รวดเร็วและเป็นธรรม และเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการศาลที่ยาวนาน
๖) เสนอให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าพิจารณาจัดตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายจากยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แหล่งเงินจากภาษีที่เรียกคืนได้หรือเงินอุดหนุนส่วนเกิน เพื่อรองรับความเสี่ยงในกรณีผู้ประกอบการยุติกิจการ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคให้ผู้บริโภคได้โดยตรง
๗) ขอให้กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกรมธุรกิจพลังงาน (กธพ.) มีอำนาจกำกับดูแลโครงสร้างราคาค่าบริการชาร์จไฟฟ้าให้มีความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมทั้งตรวจสอบและรับรองความเที่ยงตรงของมิเตอร์วัดพลังงานในการชาร์จ (kW, kWh) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจ และพัฒนาแอปพลิเคชันกลางสำหรับการใช้บริการและชำระเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ที่หลากหลาย และลดปัญหาแอปพลิเคชันเถื่อนที่อาจจะสร้างขึ้นเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญของผู้ใช้บริการได้
๒. ข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
๑) กำหนดให้ผู้ประกอบการรายใหม่ โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ต้องวางหลักประกัน (Bank Guarantee) เพื่อประกันการบริการหลังการขาย ตามความเสี่ยงในการประกอบกิจการ เป็นไปตามเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน และพ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ และกำหนดสต็อกชิ้นส่วนสำคัญอย่างน้อย ๕-๑๐ ปี เพื่อชดเชยให้แก่ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย ในกรณีบริษัทยกเลิกกิจการในประเทศไทย หรือบริษัทแม่มีปัญหา และการกำหนดมาตรการชดเชย
๒) ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อจูงใจและเร่งให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และความยั่งยืนของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด
๓) กำหนดให้การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เป็นเงื่อนไขสำคัญในการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) แก่ผู้ผลิตต่างชาติ พร้อมให้มีกระบวนการดำเนินการและการติดตามผลอย่างจริงจัง เช่น การบังคับการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านระบบนิเวศการศึกษา โดยการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาให้รับนักศึกษาฝึกงานหรือให้อาจารย์ร่วมวิจัยในกระบวนการผลิตจริง เป็นเงื่อนไขสำคัญในการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้ประเทศไทยต้องเป็นฐานการผลิตที่คนไทยมีองค์ความรู้
๔) สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ (Local Content) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการส่งเสริมและให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศ (SMEs) เพื่อปรับตัวและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชุดดัดแปลง และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง
๕) เพิ่มมาตรการเบี้ยปรับที่เข้มงวดขึ้น เพื่อรองรับกลไกยุติข้อพิพาท และกองทุนเยียวยา ในกรณีผู้บริโภคที่เสียหาย โดยการนำเงินค่าปรับและเบี้ยปรับจากการผิดเงื่อนไขของค่ายรถ มาสมทบเข้ากองทุนเพื่อเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากกรณีบริษัทปิดตัวหรือละเมิดสัญญา (ให้ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคในการติดตาม ให้ดำเนินการชดเชยเยียวยา)
๖) กำหนดหลักเกณฑ์การประกันคุณภาพและบริการหลังการขายให้ชัดเจนก่อนการอนุมัติเงินอุดหนุน เช่น กำหนดให้ต้องมีศูนย์บริการขั้นต่ำครอบคลุมพื้นที่หลักภายใน ๑ ปี หรือมีอะไหล่สำรองขั้นต่ำในไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี
๗) กำหนดให้มีตัวแทนผู้บริโภคเป็นคณะกรรมการ BOI
๓. ข้อเสนอต่อกรมสรรพสามิต
๑) พิจารณามาตรการลงโทษและเรียกคืนสิทธิประโยชน์ หากบริษัทไม่สามารถผลิตชดเชยตามเงื่อนไขได้ นอกเหนือจากมีมาตรการระงับการจ่ายเงินชดเชยแล้ว ควรดำเนินการเรียกคืนเงินอุดหนุนที่ได้จ่ายไปก่อนหน้านี้ พร้อมดอกเบี้ยเต็มจำนวนตามที่กำหนด เนื่องจากข้อมูลปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการบางรายมีความเสี่ยงที่จะผิดเงื่อนไขการผลิตชดเชยอย่างชัดเจน และผู้บริโภคชาวไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาบริการหลังการขายแล้ว ดังนั้น การดำเนินการของกรมสรรพสามิตควรยึดหลักการที่ว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนเป็นเครื่องมือจูงใจที่ต้องแลกมาด้วยการปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิต หากเงื่อนไขหลักไม่สำเร็จ ก็ไม่ควรได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งหมด ควรต้องจ่ายจ่ายเงินอุดหนุนตามที่จำหน่ายได้จริง ไม่ควรใช้มาตรการจ่ายเงินอุดหนุนล่วงหน้า เพื่อลดความเสียหายในการจ่ายเงินภาษีชดเชย เพราะมีผู้ประกอบการบางรายที่มีแนวโน้มไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญา พิจารณาทบทวนการจ่ายเงินอุดหนุนตามที่จำหน่ายได้จริง เพื่อลดการติดตามการเรียกเงินอุดหนุนคืนจากผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข
๒) พิจารณาระงับการจ่ายเงินอุดหนุนส่วนที่ค้างจ่ายแก่ค่ายรถที่ปรากฏสถิติการร้องเรียนในระดับสูงอย่างชัดเจนเป็นการชั่วคราว และจะดำเนินการต่อได้ก็ต่อเมื่อค่ายรถนั้น ได้จัดทำแผนแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้บริโภคที่มีอยู่ทั้งหมด และได้รับการรับรองแผนดังกล่าวจากคณะกรรมการร่วมแล้วเท่านั้น ทั้งนี้หากค่ายรถยนต์ไม่สามารถปฏิบัติตามแผนแก้ไขปัญหาได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือมีสถิติการร้องเรียนใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมสรรพสามิตควรใช้สิทธิตามสัญญา เพื่อเรียกคืนเงินอุดหนุนที่จ่ายไปแล้ว ๒,๐๐๐ ล้านบาท และเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตส่วนลด กลับคืนมาโดยเร็ว
๓) ในกรณีที่มีการจ่ายเงินอุดหนุนล่วงหน้า ควรพิจารณาดำเนินการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตส่วนลดจากบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขคืนย้อนหลัง พร้อมดำเนินการเรียกเก็บ เบี้ยปรับ ๒ เท่า และ ค่าปรับเพิ่มเติมอีก ๑ เท่า ของภาษีที่เรียกคืน ซึ่งเป็นบทลงโทษตามเงื่อนไขของมาตรการ EV ๓.๐ สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่สามารถผลิตชดเชยได้ตามกำหนด
๔) ดำเนินการยึดหลักประกันสัญญาหรือเงินค้ำประกันที่บริษัทวางไว้กับกรมสรรพสามิต เพื่อชดเชยความเสียหายบางส่วนทันที และดำเนินการกดดันให้รับผิดชอบด้านบริการหลังการขาย เพื่อให้บริษัทที่เกี่ยวข้องต้องจัดหาเงินทุนหรือผู้ประกอบการรายใหม่มารับผิดชอบการให้บริการและรับประกันแก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเสียหายโดยเร็วที่สุด
๕) กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำรายงานความพร้อมการประกอบกิจการที่ครอบคลุมประวัติความมั่นคงของแบรนด์ แผนการลงทุนศูนย์บริการ และคลังอะไหล่ในประเทศไทย โดยแสดงข้อมูลดังกล่าวผ่านระบบสารสนเทศของกรมสรรพสามิตเพื่อเป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาเบิกจ่ายเงินอุดหนุนในแต่ละไตรมาส และเปิดเผยข้อมูลการประกอบกิจการและภาระผูกพันระยะยาวต่อผู้บริโภค เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจและรักษาผลประโยชน์สาธารณะ
๖) พัฒนาระบบรายงานข้อมูลสถานการณ์การผลิต การจำหน่าย และสถิติการร้องเรียนที่เชื่อมโยงกับกรมสรรพสามิตโดยตรง เพื่อใช้ในการติดตามส่วนต่างระหว่างยอดนำเข้าและการผลิตชดเชย พร้อมทั้งบูรณาการสถิติการร้องเรียนจาก สคบ. และสภาผู้บริโภค เข้ามาเป็นดัชนีชี้วัดความเสี่ยงในการอนุมัติจ่ายหรือระงับเงินอุดหนุน และรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อรัฐและผู้บริโภคอย่างทันสถานการณ์
๔. ข้อเสนอต่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)
๑) เสนอให้ สมอ. เร่งพิจารณากำหนดมาตรฐานบังคับสำหรับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้าน (Home Charger) เพื่อบังคับใช้โดยเร็ว เนื่องจาก Home Charger เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องติดตั้งและใช้งานร่วมกับระบบไฟฟ้าภายในบ้านโดยตรง เนื่องจากการกำหนดมาตรฐานบังคับจะช่วยป้องกันปัญหาด้านความปลอดภัย อัคคีภัย และความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าของผู้บริโภค
๒) ขอให้ สมอ. ดำเนินการศึกษาและพิจารณากำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มาตรฐานคุณภาพและอายุการใช้งานขั้นต่ำ สำหรับชิ้นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง ที่มีผลกระทบต่อคุณภาพและความปลอดภัย รวมถึงเป็นสาเหตุของการร้องเรียนในปัจจุบันและอนาคต เช่น ลูกปืนมอเตอร์ ชุดควบคุมแบตเตอรี่และระบบแบตเตอรี่ ชุดควบคุม CDU/BCU คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ และลูกปืนล้อ และเงื่อนไขการรับประกันที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาความบกพร่องของอุปกรณ์สำคัญ
๓) ขอให้ สมอ. พิจารณาจัดทำและเผยแพร่คู่มือแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่กู้ภัย และบุคคลทั่วไปที่ประสบเหตุในรูปแบบต่าง ๆ โดยรายละเอียดในคู่มือควรประกอบด้วย การระบุตัวตนของรถยนต์ไฟฟ้า ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีสังเกตและระบุรถยนต์ไฟฟ้าจากภายนอกได้อย่างรวดเร็ว เช่น ตำแหน่งของสัญลักษณ์บ่งชี้ EV หรือตำแหน่งที่แน่นอนของแบตเตอรี่แรงสูง พร้อมทั้งการอธิบายขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรืออุบัติเหตุอื่น ๆ
๔) เร่งรัดการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานอู่ดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า โดยต่อยอดจาก มอก. เอส ๒๒๑-๒๕๖๕ ให้มีความครอบคลุมและชัดเจนในทางปฏิบัติ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำสำหรับอู่หรือสถานประกอบการดัดแปลงทั่วประเทศ และผลักดันให้เกิดกระบวนการตรวจประเมินและรับรองสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรายชื่ออู่ดัดแปลงมาตรฐานที่ผ่านการรับรองจาก สมอ. ได้โดยตรง ป้องกันปัญหาการดัดแปลงที่ไม่ได้คุณภาพซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยทางถนน
๕. ข้อเสนอต่อกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)
๑) กำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าใช้ป้ายทะเบียนที่มีลักษณะพิเศษหรือสีแตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและบุคคลทั่วไปสามารถระบุประเภทรถได้ทันทีเพื่อความปลอดภัย
๒) ร่วมกับ สมอ. ในการกำหนดมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ และกำหนดมาตรฐานชิ้นส่วนหลักที่นำมาใช้ในการดัดแปลง (Core Component Standard) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง
๓) ร่วมกับ สมอ. กำหนดมาตรฐานการติดตั้งและการทดสอบ (Installation & Testing Standard) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง เพื่อเป็นมาตรฐานในการทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัย และเป็นส่วนหนึ่งของการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง
๔) ปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนให้มีความชัดเจนและเข้าถึงง่าย จัดทำคู่มือและขั้นตอนการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงที่ชัดเจนและเผยแพร่เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาดและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทั้งหมด
๕) ยกระดับสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) และพัฒนาเกณฑ์การตรวจสภาพเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
๕. ข้อเสนอต่อกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)
๑) กำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าใช้ป้ายทะเบียนที่มีลักษณะพิเศษหรือสีแตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและบุคคลทั่วไปสามารถระบุประเภทรถได้ทันทีเพื่อความปลอดภัย
๒) ร่วมกับ สมอ. ในการกำหนดมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ และกำหนดมาตรฐานชิ้นส่วนหลักที่นำมาใช้ในการดัดแปลง (Core Component Standard) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง
๓) ร่วมกับ สมอ. กำหนดมาตรฐานการติดตั้งและการทดสอบ (Installation & Testing Standard) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง เพื่อเป็นมาตรฐานในการทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัย และเป็นส่วนหนึ่งของการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง
๔) ปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนให้มีความชัดเจนและเข้าถึงง่าย จัดทำคู่มือและขั้นตอนการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงที่ชัดเจนและเผยแพร่เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาดและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทั้งหมด
๕) ยกระดับสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) และพัฒนาเกณฑ์การตรวจสภาพเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
๗. ข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
๑) พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ให้บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายต้องโฆษณาข้อมูลด้านคุณภาพและสมรรถนะตามมาตรฐานที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งระบุข้อมูลความปลอดภัย เงื่อนไขการรับประกันและข้อจำกัดการใช้งานในระบบและชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์อย่างชัดเจน
๒) กำหนดเกณฑ์มาตรฐานในเปลี่ยนอะไหล่ทดแทน กรณีพบปัญหาอะไหล่เดิมของรถยนต์ไฟฟ้าเกิดความบกพร่องในระยะประกัน และพัฒนาระบบการเรียกคืนรถ (Recall) ให้กลับมาทำการเปลี่ยนอะไหล่หรือแก้ไขความบกพร่องของรถที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยอย่างร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๓) พิจารณาส่งเสริมสิทธิในการซ่อม (Rights to repair) ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้เจ้าของรถยนต์สามารถซ่อมบำรุงให้รถยังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัยแม้จะหมดระยะประกันคุณภาพไปแล้ว เพื่อป้องกันการผูกขาดราคาและการกีดกันอู่ซ่อมรถยนต์ภายนอก
๔) ออกมาตรการบรรเทาทุกข์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณีที่เกิดภัยพิบัติ เช่น การรับประกันการซ่อม การลดดอกเบี้ยการเช่าซื้อ ลดดอกเบี้ยประกันภัย การพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ เป็นต้น โดยอ้างอิงแนวทางของปฏิบัติการหาดใหญ่ต้องรอด ที่ใช้แอปพลิเคชันใช้ปักหมุดตำแหน่งเพื่อขอความช่วยเหลือ ส่งเสริมค่ายรถยนต์ร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในการลดราคาอะไหล่สำคัญ มาตรการช่วยเหลือด้านการเงินและหนี้สินที่ สคบ. ร่วมมือกับ ธปท. และมาตรการระยะยาวในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า
๕) หารือร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อกำหนดระยะเวลาการซ่อมที่ชัดเจนและเป็นธรรม พร้อมทั้งชดเชยหรือเยียวยากรณีล่าช้ากว่ากำหนด และกำหนดให้มีศูนย์บริการหรืออู่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการกระจายทุกจังหวัด หรือทุก ๑๕๐-๒๐๐ กิโลเมตร เพื่อรองรับกรณีบริษัทเลิกกิจการหรือฟื้นฟูกิจการ
๖) จัดตั้งศูนย์ร้องเรียนพิเศษเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมาย และแก้ปัญหาเฉพาะด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๗) ผลักดันให้เกิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคกรณีซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ชำรุดบกพร่องซ้ำซากหรือเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
๘. ข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
๑) เสนอให้คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พิจารณากำหนดมาตรการด้านประกันภัย กำหนดกรอบเวลาซ่อม และบังคับให้ระบุระยะเวลามาตรฐานในการซ่อมและรออะไหล่ หากล่าช้าเกินกำหนดต้องมีมาตรการชดเชยหรือจัดหารถสำรอง
๒) ทบทวนรูปแบบการประกันภัยที่หลากหลาย และสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงโดยเฉพาะ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือกรณีบริษัทรถยนต์มีปัญหาสภาพคล่อง หรือปิดกิจการ รวมไปถึงการจัดให้มีกองทุน เพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคในระยะสั้น และป้องกันการปฏิเสธการรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า ที่อาจจะลุกลามมากยิ่งขึ้น
๓) กำหนดข้อกำหนดในกรมธรรม์เกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานการบริการ เพื่อขจัดปัญหาการรออะไหล่ที่ไม่มีกำหนด และเกิดการคุ้มครองที่เป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ บริษัทประกันภัย และผู้บริโภค โดยกำหนดกรอบเวลาซ่อมมาตรฐานตามระดับความเสียหาย เช่น ความเสียหายเบาต้องแล้วเสร็จภายใน ๗ วัน ความเสียหายหนักที่ต้องรออะไหล่เฉพาะทางต้องแล้วเสร็จไม่เกิน ๓๐-๔๕ วัน หากการซ่อมล่าช้ากว่าที่กำหนด บริษัทต้องมีมาตรการชดเชยที่ชัดเจน เช่น ค่าเสียประโยชน์จากการใช้รถหรือการจัดหารถสำรองใช้ระหว่างซ่อมตามเกณฑ์กลางที่กำหนด และรวมถึงการบูรณาการร่วมกับ สมอ. ในกำหนดมาตรฐานศูนย์บริการและมาตรฐานชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทนที่เหมาะสมกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยหลังการซ่อม
๔) กรณีเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งกรณีอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ขอให้พิจารณาออกมาตรการบรรเทาความเสียหายเป็นกรณีพิเศษ เช่น การผ่อนปรนเงื่อนไขการคืนทุน ลดภาระในกรณีผ่อนค่าส่วนต่าง เป็นต้น
ความคืบหน้า
สำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินการตามการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ส่งหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการแล้ว โดยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 สมอ. เป็นหน่วยงานที่ประสานแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการต่อที่ประชุมร่วมระหว่าง สมอ. และสภาผู้บริโภค ว่า ได้นำหนังสือดังกล่าวมาพิจารณา และแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการเบื้องต้นแล้วในประเด็นการยกระดับมาตรฐาน EV และการพิจารณาเรื่องอู่ซ่อมรถยนต์ EV Conversion



