Ribbon

ข้อเสนอนโยบายการรับรองแสดงตัวตนของผู้ขายสินค้าและบริการทางออนไลน์ (e-KYM)

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) เกี่ยวกับวิกฤตการณ์การซื้อขายสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย จากข้อมูลสถิติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2568 พบว่ามีเรื่องร้องเรียนรวมทั้งสิ้น 1,690 เรื่อง สร้างมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11.63 ล้านบาท โดยปัญหาหลักเกิดจากการฉ้อโกงแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก เป็นช่องทางที่พบปัญหามากที่สุด 

ข้อเสนอหลักคือการผลักดันนโยบาย e-KYM เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์มีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองตัวตนผู้ขายอย่างเข้มงวด ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อสร้างความโปร่งใส ป้องกันบัญชีม้า และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และโซเชียลคอมเมิร์ซให้เท่าเทียมกัน 


1. สถานการณ์ปัญหาและสถิติการร้องเรียน

ความนิยมในการซื้อขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากความสะดวกและราคาที่ถูกกว่าตลาดทั่วไป มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น โดยสภาผู้บริโภคได้ระบุประเด็นสำคัญ ดังนี้ 

สรุปตัวเลขสถิติ (1 ต.ค. 2567 – 30 ก.ย. 2568) 

  • จำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 1,690 เรื่อง 
  • มูลค่าความเสียหายรวม 11,635,762 บาท 
  • ปัญหาที่พบมากที่สุด การซื้อของแล้วไม่ได้รับสินค้าหรือได้รับสินค้าไม่ถูกต้อง (514 เรื่อง) 
  • ช่องทางที่พบปัญหามากที่สุด เฟซบุ๊ก (877 เรื่อง) ตามด้วยตลาดออนไลน์อย่างลาซาด้า/ช้อปปี้ (458 เรื่อง) และติ๊กต็อก (128 เรื่อง) 

ตารางวิเคราะห์ปัญหาแยกตามช่องทางจำหน่าย (รายการหลัก) 

ประเภทปัญหา เฟซบุ๊ก ตลาดออนไลน์ ติ๊กต็อก เว็บไซต์ อื่นๆ รวม (เรื่อง) 
ไม่ได้รับสินค้า/ไม่ถูกต้อง 357 82 36 16 23 514 
ฉ้อโกง/หลอกลวง 257 27 23 320 
สินค้าไม่ได้รับมาตรฐาน 20 112 23 158 
สินค้าชำรุดบกพร่อง 56 70 17 10 158 
โฆษณาเป็นเท็จ/เกินจริง 50 40 13 10 12 125 

2. มูลค่าความเสียหายแยกตามลักษณะปัญหา

จากการวิเคราะห์มูลค่าความเสียหาย พบว่าปัญหาด้านการหลอกลวงสร้างผลกระทบทางการเงินสูงที่สุด โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

  • ฉ้อโกง/หลอกลวง 2,729,402 บาท 
  • โฆษณาเป็นเท็จ/หลอกลวง/เกินจริง 2,472,936 บาท 
  • ได้รับความเสียหายทางกายภาพ/อื่นๆ 1,682,018 บาท 
  • ไม่ได้รับสินค้า/สินค้าไม่ถูกต้อง 1,596,886 บาท 
  • ปัญหาการขอเงินคืน 1,046,540 บาท 
  • สินค้าชำรุดบกพร่อง/ผิดมาตรฐาน 742,933 บาท 
  • ราคาแพงเกินจริง 104,166 บาท 
  • ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล 4,803 บาท 

3. ข้อเสนอนโยบายการรับรองแสดงตัวตนผู้ขาย (e-KYM)

สภาผู้บริโภคได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการตรวจสอบและความโปร่งใสบนแพลตฟอร์มดิจิทัล 6 ประการ ดังนี้ 

1) การตรวจสอบและรับรองตัวตน  กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบตัวตนผู้ขายทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาอย่างเข้มงวด โดยบังคับให้แสดงข้อมูลสำคัญบนหน้าหลักของร้านค้า ได้แก่ ชื่อ, ที่อยู่, ตำแหน่งร้านค้า, เบอร์โทรศัพท์ และบัญชีธนาคารที่ใช้รับเงิน 

2) การคัดกรองเอกสารก่อนอนุญาตให้ขาย แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบบัตรประชาชน หนังสือรับรองนิติบุคคล หรือเอกสารบัญชีธนาคารก่อน และต้องแสดง “ป้ายรับรองผู้ขาย” ให้เห็นอย่างชัดเจนที่หน้าแรกของร้านค้าสำหรับร้านที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 

3) การเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์รับรองจากภาครัฐ แพลตฟอร์มต้องจัดระบบให้ผู้ค้าสามารถแสดงเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานรัฐได้ เช่น DBD Registered, DBD Verified หรือหมายเลขการจดทะเบียนขายตรงและตลาดแบบตรง 

4) การแสดงมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้า สร้างพื้นที่เฉพาะเพื่อให้ผู้ขายแสดงข้อมูลฉลากสินค้า ตรามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และตราสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลเพียงพอก่อนตัดสินใจซื้อ


5.การกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์

เสนอให้คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ออกประกาศกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมสำหรับ Social Media ที่มีฟังก์ชันขายสินค้า โดยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและความรับผิดชอบของ Social Media ให้เท่าเทียมกับแพลตฟอร์ม E-commerce เนื่องจากเป็นช่องทางที่มีความเสี่ยงสูงแต่มีการตรวจสอบต่ำในปัจจุบัน 


6. ผลักดันกฎหมาย

ผลักดันข้อบังคับทางกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 เพื่อกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลทุกรายมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดให้มีการยืนยันตัวตนของผู้ค้าหรือร้านค้าบนแพลตฟอร์มอย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือตามมาตรฐานที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธ.) กำหนด เพื่อให้สามารถระบุตัวตนและติดต่อผู้ขายได้เมื่อเกิดปัญหาหรือจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งเสนอให้มีการพิจารณากำหนดบทลงโทษที่เด็ดขาดและเข้มงวดต่อผู้ประกอบการแพลตฟอร์มที่ละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้ขายตามที่กฎหมายระบุไว้