| Getting your Trinity Audio player ready... |

ในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา ครั้งที่ 10/2568 โดยมี ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการฯ เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีการประชุมวางแผนการดำเนินงานขับเคลื่อน ข้อเสนอ และการติดตามการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
ประเด็นแรกความคืบหน้าเรื่องการฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เพื่อยกเลิกประกาศการจัดเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ศาลปกครองสูงสุดได้มีการนัดฟังคำสั่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บเงินบำรุงค่าเทอมในหลักสูตรพื้นฐาน โดยมีผู้แทนจากหลายฝ่ายเข้าร่วมรับฟัง ทั้งผู้แทนอนุกรรมการ ผู้แทนเด็กและเยาวชน รวมถึงผู้แทนผู้ปกครอง โดยศาลได้พิจารณาและมีคำสั่งในหลายประเด็นสำคัญ ดังนี้
ประเด็นแรกคือกรณีที่สภาองค์กรของผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้องคดี ศาลเห็นว่าสภาองค์กรของผู้บริโภคไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากการจัดการศึกษาเป็นบริการสาธารณะของรัฐ ไม่ใช่การละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ดังนั้นอำนาจฟ้องขององค์กรนี้จึงจำกัดเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้า การรับบริการจากเอกชน หรือการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้บริโภคเท่านั้น
ผู้ฟ้องคดีที่ 2 และที่ 4 ศาลเห็นว่าทั้งสองมีสิทธิฟ้อง แต่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ได้ยื่นฟ้องเกินกำหนดเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ชำระเงินค่าบำรุงการศึกษา จึงถือว่าเป็นการฟ้องพ้นกำหนดเวลา ไม่สามารถรับไว้พิจารณาได้
ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ 4 ยื่นฟ้องภายในกำหนดเวลา ศาลจึงมีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้โรงเรียน เข้ามาเป็นคู่กรณีโดยวิธีการร้องสอด เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความครบถ้วนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่สองข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยื่นต่อพรรคการเมืองในช่วงการเลือกตั้ง เรื่อง “เรียนฟรีให้ฟรีจริง” เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กและเยาวชน และเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง ดังนี้
1. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุง มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้กำหนดขอบเขตของ “การเรียนฟรี” ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงของผู้เรียน เช่น ค่าเดินทาง อาหารกลางวัน ค่ากิจกรรม อุปกรณ์การเรียน และค่าอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สิทธิการศึกษา 15 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ 2. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการพัฒนาระบบการจัดสรรงบประมาณการศึกษา โดยกำหนดเกณฑ์การจัดสรรที่สะท้อนความจำเป็นและระดับความขาดแคลนของแต่ละโรงเรียนอย่างชัดเจน โดยพิจารณาถึงความจำเป็นและระดับความขาดแคลนที่แตกต่างกัน พร้อมมอบอำนาจและสนับสนุนกลไกให้หน่วยงานท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสรรและสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม โดยเฉพาะสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนในพื้นที่ชนบท



