Ribbon

เสนอ “รัฐสำรองจ่ายก่อน” เยียวยาผู้เสียหาย เครนถล่มสีคิ้ว

เสนอ “รัฐสำรองจ่ายก่อน” เยียวยาผู้เสียหาย เครนถล่มสีคิ้ว

ผ่านมากว่า 1 เดือน หลังเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี บริเวณบ้านถนนคต อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และบาดเจ็บ 66 ราย ท่ามกลางเสียงเรียกร้องเรื่อง “ความเป็นธรรมในการเยียวยา” ที่ยังไม่ชัดเจน สภาผู้บริโภคแถลงข่าว “1 เดือน เครนถล่มสีคิ้ว เจรจาหน่วยงาน เยียวยาผู้บาดเจ็บ – เสียชีวิต” ภายหลังการหารือร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เยียวยาที่เป็นธรรมและมีมาตรฐานเดียวกัน

ชงข้อเสนอ “รัฐสำรองจ่ายก่อน”

เสนอ “รัฐสำรองจ่ายก่อน” เยียวยาผู้เสียหาย เครนถล่มสีคิ้ว : รศ.ภญ.ดร. ยุพดี ศิริสินสุข

รศ.ภญ.ดร. ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภค มี 3 ข้อเสนอ ข้อเสนอแรก คือ ให้หน่วยงานรัฐสำรองจ่ายก่อน โดยเสนอให้ปรับแนวคิดจากการผลักภาระให้ผู้เสียหายไปฟ้องร้องเอง มาเป็นระบบรัฐสำรองจ่ายก่อน โดยหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญากับเอกชน เช่น กรมทางหลวง หรือ รฟท. ต้องสำรองจ่ายเงินเยียวยาตามเกณฑ์ที่กำหนดให้ผู้เสียหายทันที โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความผิด ภายหลังจากรัฐจ่ายเงินแล้ว จึงใช้สิทธิไล่เบี้ย (Subrogation) ดำเนินการฟ้องเรียกคืนจากบริษัทเอกชนผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย โดยกำหนดกรอบเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยลดภาระให้ประชาชน ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และทำให้การเยียวยาเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที

“เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุสุดวิสัยหรือความประมาทเลินเล่อ ผู้เสียหายต้องเป็นคนแบกรับภาระค่าใช้จ่าย ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต หรือแม้แต่ความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ ทั้งที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดใดเลย” รศ.ภญ.ดร. ยุพดี กล่าว

ข้อเสนอที่ 2 เปิดเผยข้อมูลสัญญาและกรมธรรม์ประกันภัย โดยสภาผู้บริโภคจะทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอข้อมูลสัญญาโครงการและกรมธรรม์ประกันภัยทั้งหมด เพื่อนำมาวิเคราะห์ช่องทางทางกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่ผู้เสียหายควรได้รับ การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้การขับเคลื่อนเชิงนโยบายด้านเงินชดเชยและการคุ้มครองผู้บริโภคมีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้

ข้อเสนอที่ 3 ตั้งกลไกร่วมกำหนดมาตรการความปลอดภัย เสนอให้กระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพร่วมกับสภาผู้บริโภค จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และองค์กรวิชาการ เช่น วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดมาตรการความปลอดภัย มาตรฐานป้องกันอุบัติเหตุ และกรอบการเยียวยาที่ชัดเจน โดยยึดหลักสำคัญว่า “ต้นทุนการชดเชยต้องสูงกว่าต้นทุนการป้องกัน” เพื่อจูงใจให้ทุกฝ่ายลงทุนด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง และลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในอนาคต

กำหนดเกณฑ์เยียวยา 4 หมื่น – 8 ล้านบาท

อดิศักดิ์ สายประเสริฐ

อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค ระบุว่า สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอเรื่อง “เกณฑ์เงินเยียวยาที่เป็นธรรม” โดยอ้างอิงจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องหลักเกณฑ์เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะไทย – กัมพูชา เพื่อสะท้อนความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยแบ่งระดับความเสียหาย ดังนี้

  • กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวร 8,070,000 บาทต่อราย ซึ่งมีฐานการคำนวณจากรายได้เฉลี่ยต่อหัว (Per Capita Income) 22,417 บาท หรือราว 269,000 บาทต่อปี คูณด้วยระยะเวลาการทำงาน 30 ปี
  • กรณีบาดเจ็บสาหัส (เข้า ICU / สูญเสียอวัยวะ / พิการ) : อยู่ในช่วง 877,500–2,632,500 บาท ซึ่งคำนวณจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 351 บาทต่อวัน คูณ 250 วันทำงานต่อปี และประเมินระยะเวลาสูญเสียรายได้ 10–30 ปี
  • กรณีบาดเจ็บมาก (รักษาตัวในโรงพยาบาล น้อยกว่า 20 วัน) เสนอให้เยียวยาครึ่งหนึ่งของกรณีบาดเจ็บสาหัส 438,750 – 1,316,250 บาท

“ตัวเลขดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และความเสมอภาค เมื่อเทียบกับการเยียวยาในกรณีอุบัติภัยหรือเหตุการณ์ความไม่สงบอื่น ๆ ที่รัฐเคยจ่ายในระดับหลายล้านบาท” นายอดิศักดิ์กล่าว

นายอดิศักดิ์ ยังยกตัวอย่างเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ปี 2555 ที่มีการจ่ายค่าชดเชยเยียวยารายละ 7.5 –7.75 ล้านบาท เหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อปี 2566 ผู้เสียชีวิตได้รับการเยียวยารวมประมาณ 6 ล้านบาทต่อราย หรือกรณีรถบัสทัศนศึกษาไฟไหม้เมื่อปี 2567 ที่จ่ายเงินเยียวยารายละ 1 ล้านบาท สะท้อนถึงมาตรฐานการเยียวยาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

สะท้อนปัญหา เยียวยาล่าช้า – ไม่ครบถ้วน

โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากการรับเรื่องร้องเรียนและดำเนินงานเชิงรุกของสภาผู้บริโภค ได้ประสานข้อมูลกับโรงพยาบาลและสถานีตำรวจ จนยืนยันจำนวนผู้เสียหายได้ 103 ราย แบ่งเป็นผู้บาดเจ็บ 74 ราย และผู้เสียชีวิต 29 ราย ทั้งนี้ แม้จะมีการประกาศแนวทางการเยียวยาเบื้องต้นผ่านสื่อ โดยระบุว่ากรณีผู้เสียชีวิตควรได้รับเงินอย่างน้อย 1,073,000 บาท แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ผู้ร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภค 32 ราย บางรายยังไม่ได้รับเงินเยียวยาครบถ้วนตามที่ประกาศไว้

สำหรับการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่แจ้งว่าจะจ่ายเงินเยียวยา 340,000 บาทในกรณีเสียชีวิต พบว่าบางรายได้รับเงินไม่ครบถ้วนโดยปัจจุบันได้รับเงินเพียง 80,000 บาท ขณะที่ผู้บาดเจ็บเงินเยียวยาเพียงได้รับ 10,000 บาท และบางกรณีเป็นเพียงเงินช่วยเหลือส่วนบุคคล ไม่ใช่การเยียวยาตามระบบ ส่งผลให้การชดเชยความเสียหายยังไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

ขณะที่กรณีเหตุอุบัติเหตุที่อำเภอสีคิ้ว พบว่า เงินประกันชีวิตวงเงินอย่างน้อย 1 ล้านบาทจาก รฟท. ที่ผู้บริโภคต้องได้รับเบื้องต้นนั้น พบว่าบางครอบครัวได้รับเพียง 200,000 บาท ส่วนที่เหลือยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกำหนดจ่าย ขณะที่เงินช่วยเหลือตามกฎหมายจากกระทรวงยุติธรรม จำนวน 200,000 บาท ก็มีความล่าช้าเช่นกัน ส่วนบริษัท อิตาเลียนไทยจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิต 150,000 บาท ส่วนผู้บาดเจ็บได้รับแตกต่างกันตั้งแต่ 20,000 – 70,000 บาท ซึ่งยังถือเป็นเพียงการช่วยเหลือเบื้องต้นและไม่สะท้อนความเสียหายของผู้เสียหาย

สภาผู้บริโภคเห็นว่าการจ่ายเงินล่าช้าและไม่ครบถ้วน อาจเข้าข่ายไม่เป็นไปตามสัญญาหรือหลักกฎหมาย ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม และเตรียมติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงบริษัทผู้รับจ้าง เพื่อให้การชดเชยครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

ชี้ช่องกระบวนการยุติธรรม คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค

ประภารัตน์ พิริยะอนันตกุล ทนายความของสภาผู้บริโภค ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับผู้เสียหายทั้งกรณีเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส และบาดเจ็บทั่วไป ได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้นไปบางส่วน ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ อย่างไรก็ตาม หากจำนวนเงินชดเชยไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่แท้จริง ผู้บริโภคยังมีสิทธิตามกฎหมายในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัย ผู้กระทำละเมิด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและครบถ้วน

ในกรณีอุบัติเหตุเครนถล่มที่อำเภอสีคิ้ว ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เข้าข่ายสามารถดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกิดจากเหตุเดียวกันและมีผู้เสียหายหลายราย นอกจากนี้ ยังอาจพิจารณาเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษ จากบริษัทหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพิสูจน์ได้ว่ามีความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

เช่นเดียวกับกรณีเหตุเครนถล่มบนถนนพระราม 2 ซึ่งเกิดเหตุซ้ำหลายครั้งและสะท้อนปัญหามาตรการความปลอดภัยที่ยังไม่เพียงพอ ในทางกฎหมาย ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษเพิ่มเติมจากผู้กระทำละเมิดและหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล เพื่อยกระดับความรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต ทั้งนี้ การใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมถือเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสาธารณะอย่างยั่งยืน


คกก.เยียวยาฯดันเหยื่อไฟใต้รับ 7.5 ล้าน

เหตุยิงในห้าง “รัฐ-พารากอน” เยียวยาผู้เสียชีวิตคนละ 6.2 ล้านบาท

เคาะจ่ายเยียวยาไฟไหม้รถบัส เสียชีวิต 1 ล้าน ทุพพลภาพ 7 แสน เจ็บสาหัส 2 แสน