Ribbon

“ค่าไฟแพง” ต้องเริ่มที่แก้ “โครงสร้างต้นทุน”

“ค่าไฟแพง” ต้องเริ่มที่แก้ “โครงสร้างต้นทุน”

แม้รัฐบาลจะออกมาตรการลดค่าไฟเป็นระยะ แต่ค่าไฟของคนไทยก็ยังกลับมาสูงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ “การใช้ไฟมากเกินไป” ของประชาชน แต่อยู่ที่ “โครงสร้างต้นทุนพลังงาน” ที่ถูกออกแบบมาให้ประชาชนต้องแบกรับภาระจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว

บทความนี้จึงไม่ได้พูดถึงแค่การ “ลดค่าไฟ” แต่กำลังตั้งคำถามถึงระบบพลังงานไทยทั้งระบบ ว่ามีต้นทุนใดบ้างที่ควรถูกทบทวนใหม่ เพื่อให้ค่าไฟลดลงได้อย่างยั่งยืนจริง ๆ

แก้ปัญหาต้นทุนหลัก : เมื่อค่าไฟไทยยังผูกกับก๊าซราคาแพง

หนึ่งในต้นทุนหลักของค่าไฟไทย คือ “ก๊าซธรรมชาติ” โดยเฉพาะ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า ที่มีราคาผันผวนตามตลาดโลก ขณะที่ก๊าซจากอ่าวไทยซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของภาคครัวเรือนอย่างเต็มที่

ข้อเสนอสำคัญคือ การกำหนดให้ราคาก๊าซจากอ่าวไทยสะท้อนคุณภาพก๊าซจริง และใช้ระบบ Single Pool Gas หรือการเฉลี่ยราคาก๊าซจากหลายแหล่ง เพื่อความเป็นธรรม

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่ถูกใช้ในภาคครัวเรือน รวมถึงภาคการผลิตไฟฟ้า แต่ยังอิงตลาดซาอุดีอาระเบีย ทั้งที่บริบทต้นทุนพลังงานของไทยแตกต่างออกไป ทำให้มีข้อเสนอให้ยกเลิกสูตรอ้างอิงเดิม เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ทั้งยังเสนอให้ภาคครัวเรือนและภาคผลิตไฟฟ้าได้เข้าถึงก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ซึ่งมีราคาถูกกว่า และคุณภาพดีกว่า ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเคมีควรใช้ราคาถัวเฉลี่ยร่วมกันแทน

ต้นทุนแฝง 1 : ระบบสัญญาโรงไฟฟ้าที่อาจเอื้อเอกชนมากเกินไป

โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

แม้พลังงานหมุนเวียนจะถูกมองว่าเป็นอนาคตของโลก แต่รูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าในไทยกลับถูกตั้งคำถามว่า “เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่”

ปัจจุบัน ไทยยังมีระบบสนับสนุนเอกชนผ่านค่ากินเปล่าที่เรียกว่า “แอดเดอร์” (Adder) หรือเงินอุดหนุนเพิ่มพิเศษสำหรับไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบางประเภท ซึ่ง ค่าแอดเดอร์ จะถูกระบุอยู่ในสัญญาของโรงไฟฟ้าหมุนเวียนที่ทำก่อนปี 2557 เท่านั้น อย่างไรก็ตามในสัญญากลับระบุว่า สามารถต่อสัญญาขายไฟฟ้าอัตตโนมัติ ครั้งละ 5 ปี แบบไม่มีวันหมดอายุสัญญาจนกว่าโรงไฟฟ้าจะหมดอายุ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่สภาผู้บริโภค เรียกร้องให้ยกเลิกระบบดังกล่าว และเจรจาปรับลดค่าแอดเดอร์ที่ยังเหลืออยู่ โดยข้อมูลจาก กกพ. ระบุว่า หากลดภาระส่วนนี้ได้ อาจช่วยลดค่าไฟได้สูงสุดราว 17 สตางค์ต่อหน่วย

นอกจากค่าแอดเดอร์แล้ว ยังมีประเด็นเรื่อง ค่า FiT (Feed-in Tariff) ซึ่งมาแทนค่าแอดเดอร์ และถูกระบุอยู่ในสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ช่วงปี 2565 – 2573 โดยจะมีโรงไฟฟ้าที่ผ่านการคัดเลือกจากรอบแรกทยอยจ่ายไฟเข้าระบบ ตั้งแต่ปี 2567 ไปจนถึงปี 2573 และจะได้รับเงินอุดหนุนค่า FiT ยาวไปอีก 20 – 25 ปี นับจากวันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์

จึงมีข้อเสนอให้เปลี่ยนรูปแบบสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จากระบบ FiT ที่ล็อกราคารับซื้อยาว 25-30 ปี มาเป็นระบบ “บริการรักษาสมดุลไฟฟ้า” (Balancing Service) ที่ยืดหยุ่นมากกว่า ทั้งด้านราคาและระยะเวลาสัญญา เพื่อลดภาระระยะยาวของระบบไฟฟ้าไทย

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก บทความชื่อ “18 ปี คนไทยจ่ายค่า Adder ไปแล้ว 344,996.84 ล้านบาท เฉพาะปี 2568 จ่ายไป 14,487.09 ล้านบาท” ของ Just Paw ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2551 – 2568 คนไทยจ่ายค่าแอดเดอร์และ FiT ในรูปแบบของค่า Ft ในบิลค่าไฟไปแล้ว รวม 344,996.84 ล้านบาท

โรงไฟฟ้าฟอสซิล

อีกคำถามสำคัญ คือเหตุใดประเทศไทยยังเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ทั้งที่ปัจจุบันมีกำลังผลิตสำรองสูงมากอยู่แล้ว การสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลและไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินในระบบ ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment: AP) ที่ถึงแม้โรงไฟฟ้าบางแห่งจะไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟ แต่รัฐยังต้องจ่ายเงินให้เอกชนตามสัญญา เพราะถือว่าโรงไฟฟ้ายัง “พร้อมผลิตไฟ”

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง 4 โรง แต่ยังได้รับเงินค่าความพร้อมจ่ายรวมกว่า 18,374 ล้านบาท

สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้ “หยุดสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลทุกประเภท” จนกว่า Reserve Margin หรือกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง จะลดลงมาเหลือไม่เกิน 15% รวมถึงหยุดต่อสัญญาโรงไฟฟ้าเดิม เพื่อลดภาระระยะยาวที่ประชาชนต้องจ่ายผ่านค่าไฟ เพราะยิ่งรัฐลงทุนสร้างกำลังผลิตเกินจำเป็นมากเท่าไร ต้นทุนเหล่านั้นก็จะถูกผลักกลับมาอยู่ในค่าไฟของประชาชนมากขึ้นเท่านั้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐ “เจรจาลด หรือยืดการจ่าย AP” และนำเงินส่วนนี้กลับมาลดภาระค่าไฟให้ประชาชนแทน

ต้นทุนแฝง 2 : โครงการลงทุนที่อาจไม่จำเป็นและการบิดเบือนราคา

อีกหนึ่งประเด็น คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ถูกมองว่า “เกินความจำเป็น” ตัวอย่างสำคัญคือ “ท่าเรือ LNG แห่งที่ 3” ที่ถูกบรรจุไว้ในแผนแม่บทโครงข่ายก๊าซธรรมชาติ ทั้งที่ปัจจุบันไทยมีท่าเรือ LNG อยู่แล้วถึง 2 แห่ง สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว เพราะมองว่ายังไม่มีความต้องการรองรับเพียงพอ อีกทั้งยังขัดกับแนวทางเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในอนาคต ที่สำคัญ ต้นทุนค่าก่อสร้างสุดท้ายอาจถูกผลักมาเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายอยู่ดี

สำหรับประเด็นเรื่องการบิดเบือนราคา สภาผู้บริโภคหยิบยกเรื่องการปรับโครงสร้างค่าไฟแบบ TOU (Time of Use) หรือคิดค่าไฟตามช่วงเวลาการใช้งานจริง ซึ่งหลักการเดิมคือ ช่วงที่คนใช้ไฟมาก หรือ “ช่วงพีค” ต้องจ่ายแพงกว่า เพราะระบบไฟฟ้าต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่า ขณะที่ช่วงใช้ไฟน้อยควรจ่ายถูกลง เพื่อจูงใจให้คนกระจายเวลาใช้ไฟ และช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการไฟฟ้ายังคงกำหนดให้ “ช่วงกลางวัน” เป็นช่วงพีค ทั้งที่พฤติกรรมการใช้ไฟของคนเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ช่วงประมาณ 22.00 น. กลายเป็นช่วงที่มีการใช้ไฟสูง ทั้งจากการเปิดแอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดคนใช้ไฟกลางวันจึงต้องจ่ายแพงกว่า ขณะที่คนใช้ไฟในช่วงที่ระบบรับภาระสูงจริงกลับจ่ายถูกกว่า

สภาผู้บริโภคมองว่า หากช่วงเวลาค่าไฟไม่สะท้อนต้นทุนจริง ระบบราคาก็จะไม่สามารถจูงใจให้คนปรับพฤติกรรมการใช้ไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ และท้ายที่สุด ประเทศก็อาจต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อรองรับการใช้ไฟช่วงพีค ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนอีกทอดหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการ “จัดลำดับ” ให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบก่อน เพราะปัจจุบันพลังงานสะอาดหลายประเภท โดยเฉพาะโซลาร์และลม มีต้นทุนการผลิตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ราคาถูกที่สุดในหลายประเทศ การเปิดทางให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนถูกนำเข้าระบบก่อน จึงไม่เพียงช่วยลดต้นทุนค่าไฟในระยะยาว แต่ยังช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาผันผวนสูงอย่างก๊าซธรรมชาติและ LNG นำเข้า

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบไฟฟ้าของไทยยังถูกออกแบบโดยให้โรงไฟฟ้าฟอสซิลเป็นฐานหลักของระบบ ทำให้พลังงานหมุนเวียนจำนวนมากไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้เต็มศักยภาพ สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้รัฐปรับโครงสร้างการบริหารระบบไฟฟ้าใหม่ โดยใช้โรงไฟฟ้าฟอสซิลทำหน้าที่เพียงรักษาเสถียรภาพของระบบ หรือ Balancing Service ขณะที่พลังงานหมุนเวียนควรได้รับสิทธิในการจ่ายไฟเข้าสู่ระบบก่อน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าที่ต้นทุนต่ำและเป็นธรรมมากขึ้นในอนาคต

ส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป ให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตไฟเอง

นอกจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อีกข้อเสนอสำคัญคือการผลักดัน “โซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน” ซึ่งสามารถทำควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาต้นทุนได้ โดยสำหรับบ้านที่ติดตั้งโซลาร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ มีข้อเสนอให้ใช้ระบบ Net Metering หรือ “หักลบหน่วยไฟ” โดยสามารถฝากไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบและนำกลับมาหักค่าไฟได้ในช่วงเวลา 5 ปี

ส่วนบ้านขนาด 5-10 กิโลวัตต์ เสนอให้ใช้ระบบ Net Billing หรือการขายไฟคืนเข้าสู่ระบบ ด้วยสัญญาระยะยาว 25 ปี แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟ แต่ยังเปลี่ยนบทบาทประชาชนจาก “ผู้ใช้ไฟ” ไปสู่ “ผู้ผลิตไฟ” ได้จริง

หนุนผู้บริโภคลดใช้ไฟ ผ่านโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได

สำหรับเรื่องการปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได ซึ่งเป็นนโยบายของภาครัฐเพื่อจูงใจให้เกิดการใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น สภาผู้บริโภคมองว่า ก่อนจะขยับไปสู่การใช้มาตรการลักษณะนี้อย่างเต็มรูปแบบ รัฐควรเร่งแก้ปัญหา “โครงสร้างต้นทุนค่าไฟ” ที่ไม่เป็นธรรมเสียก่อน เพราะหากต้นทุนเหล่านี้ยังไม่ถูกแก้ไข ต่อให้ประชาชนพยายามประหยัดไฟมากขึ้น ก็อาจยังต้องแบกรับค่าไฟที่สูงเกินจริงอยู่ดี

ดังนั้น การปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดควรเป็น “ปลายทาง” ของการปฏิรูประบบพลังงาน ไม่ใช่จุดเริ่มต้น โดยรัฐต้องทำให้ต้นทุนค่าไฟมีความโปร่งใสและสะท้อนต้นทุนจริงก่อน เพื่อให้มาตรการจูงใจการประหยัดพลังงานเกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง