Ribbon

ไม่ตรงปก เปรียบเทียบข้อเสนอนโยบายสภาผู้บริโภคกับรัฐบาล

สภาผู้บริโภค ในฐานะองค์กรตัวแทนผู้บริโภคตามกฎหมาย ได้จัดทำนโยบายคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ครอบคลุมปัญหาสำคัญของผู้บริโภค ทั้งภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ค่าครองชีพสูง ระบบขนส่ง พลังงาน การศึกษา อาหาร และสุขภาพ เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้เป็นแนวทางดำเนินนโยบาย ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่ประกาศต่อรัฐสภามีความแตกต่างกัน

สำหรับข้อเสนอนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค มีทั้งด้านลดภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ โดยสภาผู้บริโภคเสนอให้จัดตั้ง “กองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากมิจฉาชีพ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีแนวทางเยียวยาผู้เสียหายอย่างชัดเจน ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากไม่สามารถติดตามเงินคืนได้ทันเวลา และบางรายสูญเงินจนกระทบต่อการดำรงชีวิต นำไปสู่ข่าวเศร้าสลดที่มีความสูญเสียตามมา แต่นโยบายของรัฐบาลมุ่งปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ แต่ยังไม่มีมาตรการจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายขึ้นมาปกป้องประชาชน

ทางด้านข้อเสนอ “อวสานแพ็กเกจแพง” สภาผู้บริโภคพบว่า ภายหลังการควบรวมธุรกิจโทรคมนาคม ทำให้ผู้ให้บริการมีจำนวนเหลือเพียง 2 ราย กระทบต่อการแข่งขันในตลาดลดลง และราคาแพ็กเกจมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงเสนอให้มีแพ็กเกจพื้นฐานในราคา 100 บาท ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และยังเป็นการลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่เผชิญปัญหาค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงขึ้น ทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงค่าน้ำมันและค่าไฟ พร้อมเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย กสทช. ที่เป็นองค์กรอิสระ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ ทางด้านนโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบเอไอ แต่ไม่มีแนวทางในการกำกับดูแลราคา หรือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดโทรคมนาคมที่เข้าข่ายตลาดผูกขาดและแทบไม่มีการแข่งขันแล้ว

ขณะที่ข้อเสนอ “ช็อปชัวร์ทุกแพลตฟอร์ม” จากปัญหาเรื่องการซื้อของออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่างๆ เกิดปัญหามากมาย ทั้งได้ของไม่ตรงปก สินค้าไม่มีมาตรฐานและบางครั้งเจอมิจฉาชีพทำให้สูญเสียเงิน จึงผลักดันนโยบายยืนยันตัวตนผู้ขาย (e-KYM) เพื่อมีการตรวจสอบและวางระบบป้องกันปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ทั้งนี้รัฐบาลได้ประกาศแนวทางผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลและเอไอ การพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ แต่ยังไม่มีการลงรายละเอียดในแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภค

ทางด้านนโยบายสร้างเมืองที่เป็นธรรม สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอ “ตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด” จากปัญหาระบบขนส่งสาธารณะของไทย โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่เกิดปัญหาเรื่องรถโดยสารสาธารณะมีไม่ทั่วถึง มีการยกเลิกเส้นทางขนส่งที่ขาดทุน ปัญหารถน้อยและคอยนาน ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องพึ่งพารถยนต์และรถมอเตอร์ไซต์ส่วนบุคคล รวมถึงเสนอให้กำหนดอัตราค่าโดยสารขั้นต่ำ 10% ของค่าแรง ทางด้านรัฐบาลมีนโยบายเรื่องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่มีการลงรายละเอียดในเรื่องการจัดตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะ

รวมถึง “ข้อเสนอเปลี่ยนที่ว่าง เป็นที่พึ่ง” จากปัญหาผู้บริโภคหลายแสนคนประสบอุทกภัยทุกภูมิภาคและขาดที่พักพิงชั่วคราวในการอพยพ ทำให้เสนอนำที่ดินรกร้างของภาครัฐมาเป็นที่พักอาศัย ขณะที่รัฐบาลมีการระบุเรื่องแจ้งเตือนและบริหารภัยพิบัติ รวมถึงการจัดจัดสรรที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่ไม่มีการนำเสนอเรื่องบริหารพื้นที่พักพิงในช่วงภัยพิบัติ

ทางด้านข้อเสนอ “หยุดสร้างโรงไฟฟ้า เปิดฟรีโซลาร์เซลล์” เสนอให้ส่งเสริมประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโดยไม่จำกัดและเปิดขายไฟฟ้าคืนสู่ระบบได้ง่าย รวมถึงมีนโยบายให้กลุ่มรายได้น้อยติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ฟรี รวมถึงหยุดสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เพื่อลดต้นทุนแฝงและทำให้ค่าไฟฟ้าคิดตามจริง พร้อมด้วยนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ทั้งค่าการกลั่นและราคาอ้างอิงและต้นทุนที่ไม่จริง เพื่อให้ราคาน้ำมันถูกลง มุ่งเป้าหมายระยะยาวทำให้ประเทศลดการใช้ฟอสซิลและเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน แต่รัฐบาลสนับสนุนพลังงานสะอาดพร้อมวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้รองรับสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Grid) และดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน

ทางด้านนโยบายคุณภาพชีวิต มีข้อเสนอ “เรียนฟรี ต้องฟรีจริง” จากปัญหานักเรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาขั้นพื้นฐาน แม้มีการรับรองสิทธิการเรียนตามรัฐธรรมนูญ และบางรายไม่ได้รับวุฒิการศึกษา เนื่องจากไม่ได้จ่ายค่าเทอมจึงอาจต้องเป็นหนี้ตลอดชีพ ขณะที่ภาครัฐบาลมีนโยบายพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เรียนรู้ฟรีและให้ทุนบุคลากรที่มีศักยภาพสูง

ข้อเสนอเรื่อง “ปรับแก้ พ.ร.บ. อาหารฉบับไดโนเสาร์” ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2522 ยาวนานถึง 40 ปีแล้ว ทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงอาหารไม่ปลอดภัย ขาดการตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงผู้บริโภค ส่งผลให้เมื่อเกิดปัญหาอาหารปนเปื้อนหรือไม่ได้มาตรฐาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถจัดการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่รัฐบาลมุ่งจัดทำเรื่องมาตรฐานอาหารที่มีความปลอดภัย แต่ไม่มีการกำหนดนโยบายปฏิรูปกฎหมายของอาหารที่ล้าสมัย

สำหรับ “ข้อเสนอให้รัฐจ่ายเงิน 3 กองทุนสุขภาพอย่างเท่าเทียม” จากปัญหาความเหลื่อมล้ำของมาตรฐานและสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคในการเข้ารับบริการด้านสุขภาพ และค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนที่สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น แต่นโยบายรัฐบาลมุ่งเสนอเรื่องพัฒนาระบบสุขภาพและการเชื่อมโยงระบบข้อมูลของสุขภาพทำให้ทุกคนได้รับการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งไม่ได้ลงไปแก้ปัญหาเรื่อง 3 กองทุนสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้มีประเด็นเรื่องประกันสังคม สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอให้มีการ “ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม” ทั้งเลือกคณะกรรมการที่ต้องมีตัวแทนจากประชาชน การใช้สิทธิรักษาพยาบาลผู้ประกันตนต้องเท่าเทียมกับบัตรอื่นๆ และผู้ประกันตนควรได้รับบำนาญชราภาพอัตรา 9,000 บาทต่อเดือน แต่รัฐบาลกำหนดนโยบายปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม และยกระดับความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน ขยายสิทธิประโยชน์สู่แรงงานนอกระบบ 

ขณะเดียวกันสภาผู้บริโภคมีข้อเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคทั้งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับสภาผู้บริโภค กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายสำคัญในการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเดิมที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2522 ฉบับสอง ร่างพระราชบัญญัติอาหาร ฉบับสภาผู้บริโภค และร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) จะช่วยยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้แก่ประชาชน เท่าเทียมกับประเทศกลุ่มสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ( Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) จึงช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าสู่ประเทศสมาชิกในอนาคต

นอกจากนี้รัฐบาลมีแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม ยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง เพื่อลดปัญหาหนี้สินของคนไทย แต่สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอเรื่องแก้หนี้ให้แก่ประชาชน ด้วยข้อเสนอแนวทางแก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกำลังศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคของสภาผู้บริโภค เป็นตามภาระกิจของสภาผู้บริโภคตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 ในการนำเสนอนโยบายต่อรัฐบาลนำไปดำเนินการ