ระบบ บริการสุขภาพ หลักของประเทศไทยมี 3 ระบบ คือ บัตรทอง สวัสดิการสำหรับข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ และประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบทุกเดือน ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไรเมื่อเทียบกับสิทธิอื่น

แม้ทั้งสามระบบมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การรับรองสิทธิการเข้าถึง บริการสุขภาพ ของประชาชน แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของสิทธิประโยชน์กลับพบความแตกต่างในหลายประเด็น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกันตนตามระบบประกันสังคม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน
สำหรับ ผู้ประกันตนที่มีรายได้ตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราสูงสุด 875 บาทต่อเดือน หรือ 10,500 บาทต่อปี ในขณะที่ผู้ใช้สิทธิบัตรทองและสิทธิสวัสดิการข้าราชการไม่ต้องจ่ายเงินสมทบรายเดือนโดยตรงในลักษณะเดียวกัน
ข้อจำกัดในการเข้ารับบริการ
ในกรณีการรักษาพยาบาลทั่วไป ผู้ประกันตนต้องเข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ได้เลือกและลงทะเบียนไว้เท่านั้น การเปลี่ยนแปลงสถานพยาบาลทำได้ ปีละ 1 ครั้ง (16 ธ.ค – 31 มี.ค. ของปีถัดไป) แตกต่างจากสิทธิบัตรทอง สามารถเปลี่ยนหน่วยบริการประจำหรือโรงพยาบาลได้ ไม่เกิน 4 ครั้งต่อปีงบประมาณ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการรับยาใกล้บ้านก็เป็นอีกความแตกต่างที่ชัดเจน ผู้ใช้สิทธิบัตรทองสามารถรับยาที่ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” ดูแลเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ที่ “ร้านยาคุณภาพ” ได้โดยใช้บัตรประชาชน ขณะที่ผู้ประกันตนต้องรับยาจากโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิเท่านั้น
ด้านการคลอดบุตร ผู้ประกันตนได้รับสิทธิเบิกค่าคลอดแบบเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อครั้ง และได้รับเงินทดแทนการลาคลอดในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 90 วัน ขณะที่สิทธิบัตรทองครอบคลุมค่าคลอดโดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตามเงื่อนไขที่กำหนด
ด้านทันตกรรมพื้นฐาน ผู้ประกันตนมีวงเงินจำกัดไม่เกิน 900 บาทต่อปี สำหรับบริการ เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน หรือถอนฟัน ในขณะที่บางสิทธิคุ้มครองค่ารักษาตามจริงภายใต้กรอบที่กำหนด
กรณีการรักษาโรคมะเร็ง ผู้ประกันตนสามารถเบิกค่ารักษาตามแนวทางที่กำหนด หากเกินจากแนวทางดังกล่าว จะเบิกได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อปี ขณะที่สิทธิบัตรทอง และข้าราชการ ให้ความคุ้มครองค่ารักษาตามจริงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ปฏิรูป 3 กองทุนสุขภาพ ลดเหลื่อมล้ำ บริการสุขภาพ
จากความแตกต่างของสิทธิประโยชน์ในทั้งสามระบบ ได้แก่ สิทธิบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ สภาผู้บริโภคเห็นว่าถึงเวลาต้องมีการปฏิรูประบบบริการสุขภาพภายใต้ 3 กองทุนหลักอย่างจริงจัง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการรักษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียม แม้จะเจ็บป่วยด้วยโรคเดียวกันก็ตาม
ข้อเสนอสำคัญคือ การจัดสรรงบประมาณเข้าสู่กองทุนสุขภาพทั้งสามสิทธิอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับภาระที่ประชาชนแต่ละกลุ่มต้องแบกรับ โดยเฉพาะผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน แต่กลับเผชิญข้อจำกัดด้านสิทธิประโยชน์มากกว่าระบบอื่นในหลายกรณี
ควบคู่กันนั้น รัฐควรมีมาตรการกำกับดูแลเพดานค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน ทั้งในส่วนของค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมเหตุสมผล และสร้างหลักประกันว่าผู้ป่วยจะไม่ถูกผลักภาระค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น
การปฏิรูประบบบริการสุขภาพจึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงเชิงเทคนิคของกองทุน แต่เป็นการยืนยันหลักการสำคัญว่า ประชาชนทุกคนควรได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในสิทธิใดก็ตาม และภาระที่จ่ายไปควรสะท้อนกลับมาเป็นความคุ้มครองที่เหมาะสมและเท่าเทียม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



