Ribbon

ไทยช่วยไทยพลัส ช่วยค่าครองชีพระยะสั้น แต่สร้างหนี้ยาว?

ไทยช่วยไทยพลัส ช่วยค่าครองชีพระยะสั้น แต่สร้างหนี้ยาว?

ไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นมาตรการล่าสุดที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล งัดออกมาช่วยค่าครองชีพสำหรับผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจาก ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลางมากว่า 2  เดือน 

ภายหลังเริ่มบริหารราชการอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน รัฐบาลเตรียมเดินหน้ามาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพื่อพยุงกำลังซื้อในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาพลังงาน และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น 

ไทยช่วยไทยพลัส คืออะไร มีกลไกการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง 

โครงการไทยช่วยไทยพลัส คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือประชาชน จากกระทรวงการคลัง ในปี 2569 โดยเป็นการ “ปรับโฉม” และ “ผนวก” สองโครงการประชานิยม อย่าง “คนละครึ่งพลัส” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เข้ามาอยู่ใต้ระบบบริหารเดียวกัน เพื่อสร้างความคล่องตัว  และขยายโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงร้านค้ารายย่อยได้มากขึ้น  

หัวใจสำคัญของมาตรการนี้ คือ การ “เชื่อมโยงไร้รอยต่อ” (Seamless Integration) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้ นอกเหนือจากร้านธงฟ้าที่เคยใช้อยู่เดิม

จุดเด่นของ ไทยช่วยไทยพลัส คือ การแบ่งสิทธิประโยชน์ตามฐานข้อมูลเดิมแต่ยกระดับการใช้งานให้ “กว้าง” ขึ้น เป็นการ “กระจายเม็ดเงินสู่ฐานราก” ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าริมทางได้รับอานิสงส์โดยตรง ลดการกระจุกตัวของเงินในห้างสรรพสินค้าหรือโมเดิร์นเทรด

กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

จะได้รับวงเงินเพิ่มเติมจากยอดเดิม (ยังไม่ระบุวงเงินที่แน่ชัด) โดยสามารถนำไปใช้จ่ายผ่านแอป หรือบัตรในร้านค้าที่ร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ได้ทั้งหมด เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคตามตลาดสดและร้านค้าริมทาง

กลุ่มประชาชนทั่วไป (คนละครึ่งพลัส)

รัฐบาลยังคงใช้รูปแบบ “ร่วมจ่าย” (Co-payment) โดยรัฐช่วยจ่าย 50% ของราคาสินค้า ภายใต้วงเงินที่รัฐกำหนด

ไทยช่วยไทยพลัส เอาเงินมาจากไหน 

มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่ถูกหมายมั่นปั้นมือว่า จะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันท่วงที หลังจากผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ ที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือ เงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ในโครงการนั้น …มาจากไหน

สำหรับแนวทางการดำเนินการในโครงการเฟสแรก ภราดร ปริศรานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า จากงบกลางที่รัฐบาลมีอยู่ราว 2 หมื่นล้านบาท จะสามารถช่วยประชาชนได้กว่า 10 ล้านคน โดยรัฐบาลจะเร่งผลักดันออกมาให้ใช้ได้ในเดือนพฤษภาคม 2569

ขณะเดียวกันรัฐบาลเองกำลังพิจารณาปรับแผนการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ครั้งใหญ่ จากข้อจำกัดสำคัญ เรื่อง “งบประมาณ” และ “เพดานการก่อหนี้สาธารณะ” โดยเฉพาะเพดานกู้เงินเหลืออีกเพียง 7 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งประเมินแล้วว่าไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภาระรายจ่ายก้อนโต 

สิ่งที่รัฐบาลมองหา คือ การจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 โดยจะดึงเม็ดเงินจากโครงการที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันไม่ทัน โอนกลับเข้ามาเติมในงบกลางซึ่งคาดว่าจะได้เม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาท 

ควบคู่ไปกับการดึงเงินทุนสำรองจ่ายตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 อีกวงเงิน 50,000 ล้านบาท มาใช้ประคองสถานการณ์

นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีพระราชกำหนดกู้เงิน หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน ในลักษณะเดียวกับช่วงวิกฤติโควิดที่รัฐบาลถือเป็น “ไพ่ใบสุดท้าย” ในมือ 

ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ภาระหนี้ยาว?

แม้ทางเลือกในการจัดการโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่รัฐบาลกำลังดำเนินการจะมีหลากหลายแนวทาง แต่เสียงสะท้อนถึง ความท้าทายบนทางแพร่งที่รัฐบาลเลือก ไม่ว่าจะเป็น “วิธีการ” ในการใช้จ่ายช่วงวิกฤต และ “การออกแบบมาตรการ” ไม่ให้เป็น “ภาระระยะยาว” ของงบประมาณแผ่นดิน 

ทั้งหมด จึงล้วนเป็นคำถามที่ไม่อาจมองข้าม

อย่างที่ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เคยระบุถึงปัญหาแหล่งงบประมาณและการคลังของรัฐบาลในเวลานี้ เพียงแค่จะใช้จ่ายกับรายจ่ายประจำก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเฉพาะหน้ามีแต่มาตรการที่จำกัดจำเขี่ย ไม่ได้สัดส่วนกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ครอบคลุมถึงต้นทุนการใช้ชีวิตหรือค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

จากข้อมูล ณ เดือน ก.พ. 2569 ประเทศไทยมียอดหนี้สาธารณะอยู่ที่ 12.59 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66% ของจีดีพี ซึ่งขยับเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ 70%  

อย่างไรก็ตาม การขยายเพดานหนี้จะต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อสาธารณชนว่าจะนำเม็ดเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง และต้องคำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 75% เพื่อเปิดช่องว่างให้รัฐบาลสามารถกู้เงินเพิ่มได้อีกเกือบ 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้เป็นกันชนทางเศรษฐกิจ

โดยล่าสุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำประเด็นการขยายเพดานหนี้เข้าหารือนอกรอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ในระหว่างการเข้าร่วมประชุมธนาคารโลก

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและชี้แจงถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติในครั้งนี้

ทางเลือกในการดำเนินมาตรการ และทางรอดของภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้น สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสจึงน่าจับตาอย่างยิ่ง 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง