
เปิดปัญหาสัญญาไม่เป็นธรรม ผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรอง ชงข้อเสนอปฏิรูปกฎหมายให้รองรับสัญญาดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ในยุคออนไลน์ที่ทำให้การทำสัญญาต่าง ๆ ของผู้บริโภค ต้องเปลี่ยนจากการทำสัญญาบนกระดาษไปสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ ที่มักจะมีเนื้อหาจำนวนมาก หรือมีไฮเปอร์ลิงก์เชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาในส่วนอื่น ๆ ของสัญญา ทำให้ผู้บริโภคอาจไม่ได้อ่านรายละเอียดอย่างรอบคอบ และไม่สามารถเจรจาต่อรองได้หากไม่เห็นชอบบางเงื่อนไข ขณะที่พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ได้ออกมาเป็นระยะเวลาเกือบ 30 ปี และมุ่งคุ้มครองสัญญาแบบกระดาษ จึงมีช่องว่างที่ไม่ได้คุ้มครองสัญญาดิจิทัลอย่างเต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญเสนอเร่งปฏิรูปกฎหมายให้ครอบคุมสัญญาดิจิทัล ที่มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ปราศจากการควบคุมด้านกฎหมาย
ดร. กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เป็นกฎหมายที่ใช้มานานเกือบ 30 ปี และออกแบบมาในยุคที่ใช้ “สัญญากระดาษ” แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนไปเป็น “สัญญาดิจิทัล” ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะสัญญาทางการเงินที่ทำผ่านแอพพลิเคชั่น ทำให้ผู้บริโภคมีความเสียเปรียบหลายด้าน โดยเมื่อผู้บริโภคสมัครใช้บริการและทำสัญญาผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ จะไม่ได้รับสัญญาในรูปแบบกระดาษ แต่ได้รับในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น ซึ่งค่อนข้างยากต่อการตรวจสอบเนื้อหา และค่าธรรมเนียมต่างๆ อย่างละเอียด รวมถึงส่วนใหญ่ใช้ภาษาที่เข้าใจได้ยาก
อีกทั้งสัญญารูปแบบใหม่มักมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เป็นระยะ โดยใช้วิธีแจ้งเตือนบนแอปพลิเคชัน และสัญญามักมีการเปลี่ยนบ่อยครั้ง ทำให้ผู้บริโภคต้องผูกพันตามสัญญาฉบับใหม่ที่ส่งมาแทนสัญญาฉบับเดิม รวมถึงการแจ้งเปลี่ยนแปลงสัญญามักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคกำลังใช้แอพพลิเคชั่นดำเนินการทำธุรกรรม ทำให้เกิดความเสียเปรียบที่ไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดของเนื้อหา อีกทั้งบางครั้งธนาคารได้มีการส่งรายละเอียดของสัญญาฉบับใหม่มาทางอีเมล หลังจากผู้บริโภคได้กดยอมรับเงื่อนสัญญาใหม่ไปแล้ว ทำให้ไม่มีโอกาสในการอ่านข้อสัญญาก่อน และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อให้ความยินยอมไปแล้ว
“การทำสัญญาในรูปแบบดิจิทัลผู้บริโภคจะไม่มีอำนาจในการต่อรองได้เลย เนื่องจากเมื่อทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์และถึงขั้นตอนกดยอมรับเงื่อนไขในการให้บริการ (Terms of Service) ต่างๆ จะไม่มีช่องทางในการเจรจาหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเพิ่มได้ ซึ่งหากอ่านข้อสัญญาแล้วพอใจก็จะกดยินยอม แต่หากไม่พอใจจะต้องยกเลิกทำธุรกรรมนั้นไปทันที แตกต่างจากสัญญารูปแบบกระดาษที่ยังมีช่องทางในการเจรจาเงื่อนไขต่างๆ ได้ ขณะเดียวกันสัญญาดิจิทัลส่วนใหญ่จะมีรายละเอียดของสัญญาหลายหน้า ทำให้ในบางครั้งผู้บริโภคอาจไม่ได้มีเวลาอ่านรายละเอียดของสัญญาอย่างรอบคอบ” ดร. กฤษฎา กล่าว
ยกตัวอย่าง เฟซบุ๊ก (Facebook) หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่ผู้ใช้บริการ ต้องกดยอมรับเงื่อนไขในการให้บริการ (Terms of Service) ต่างๆ ที่มีรายละเอียดของเนื้อหาจำนวนมาก และบางส่วนก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งยากต่อผู้บริโภคในการอ่านทำความเข้าใจ
ยกระดับการดูแลไปสู่สัญญาดิจิทัล
ดร. กฤษฎา กล่าวต่อว่า เมื่อผู้บริโภคเผชิญปัญหาในเรื่องสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จะมีการเข้าไปร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งมีหน้าที่กำกับและออกประกาศในเรื่องสัญญาและการคุ้มครองผู้บริโภคตามสัญญาของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 แต่ก็จะมีข้อจำกัดอยู่ว่า จะต้องเป็นสัญญาที่มีกฎหมายกำหนดให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือโดยปกติประเพณีต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น จึงอาจไม่ครอบคลุมถึงสัญญาดิจิทัลบางลักษณะ
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องสัญญา เช่น “กระทรวงยุติธรรม” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภค ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เข้ามาดูแลเรื่องแพลตฟอร์ม ดังนั้น จึงอาจเกิดปัญหาความไม่ชัดเจนในเรื่องอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลขึ้นได้ หากว่าข้อสัญญาที่มีความไม่เป็นธรรมนั้นเป็นสัญญาดิจิทัล
สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปสัญญาให้เป็นธรรมนั้น ดร. กฤษฎา มีความเห็นว่า กระทรวงยุติธรรม สคบ. และ ETDA ควรมาหารือร่วมกันอย่างจริงจังในการดูแลสัญญาโดยเฉพาะสัญญาดิจิทัล ซึ่ง สคบ. สามารถเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องนี้ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ดูแลเรื่องสัญญากับผู้บริโภคโดยตรงอยู่แล้ว รวมถึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ให้ครอบคลุมถึงสัญญาดิจิทัล พร้อมปรับกฎหมายให้ สคบ. สามารถทำงานเชิงรุกเพิ่มขึ้น และขยายขอบเขตอำนาจให้ครอบคลุมสัญญาที่ไม่ใช่แค่รูปแบบหนังสือ อีกทั้งควรหาแนวทางกำกับดูแลสัญญาให้ใช้ถ้อยคำที่ผู้บริโภคทุกคนเข้าใจได้ง่าย
นอกจากนี้การทำสัญญากับสถาบันการเงินและแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีเนื้อหาจำนวนมาก ผู้ประกอบการควรสรุปสาระสำคัญของสัญญา พร้อมไฮไลท์จุดที่ผู้บริโภคอาจเสียประโยชน์ เช่น ดอกเบี้ยหรือค่าปรับ และต้องส่งให้ผู้บริโภคอ่านก่อน ที่จะกดยอมรับในการให้บริการ (Terms of Service) ต่างๆ ไม่ใช่ส่งให้ภายหลัง อีกทั้งควรมีระบบสืบค้นสัญญาย้อนหลัง หรือ ควรมีช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถย้อนกลับไปดูสัญญาฉบับก่อนหน้า หรือฉบับแรกสุดที่เคยทำไว้ได้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต ทั้งหมดหากมีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และกฎหมายต่างๆ ก็น่าจะช่วยทำให้กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคมีความก้าวหน้ามากขึ้น



