
กระทรวงอุตสาหกรรม จับมือ สมอ. สภาผู้บริโภค สคบ. และ ETDA ยกระดับ “มอก. Watch” กวาดล้างสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ คุ้มครองผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เดินหน้ายกระดับมาตรการเชิงรุกภายใต้โครงการ “มอก. Watch” เพื่อกำกับดูแลและจัดการสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) บนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเข้มงวด โดยบูรณาการความร่วมมือกับ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สมอ. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) เพื่อยกระดับความปลอดภัยของสินค้าออนไลน์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ยังพบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ปะปนอยู่ในตลาดออนไลน์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องยกระดับการคุ้มครองให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล
ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมและ สมอ. ได้ดำเนินมาตรการตรวจจับและปราบปรามสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง แต่ในยุคอีคอมเมิร์ซจำเป็นต้องปรับแนวทางจากการ “ตามจับ” ไปสู่การ “ป้องกันและสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง” ทั้งนี้ การเชื่อมโยงระบบดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างพื้นที่การค้าออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค พร้อมตั้งเป้าขยายระบบตรวจสอบไปยังสินค้าควบคุมประเภทอื่นของ สมอ. เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคไทยในระยะยาว
เอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสมอ. ได้ตรวจสอบสินค้าเสี่ยงสูงนำร่อง 4 ประเภท ได้แก่ ไดร์เป่าผม ปลั๊กพ่วง พาวเวอร์แบงก์ และหมวกกันน็อก โดยได้รับความร่วมมือจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ได้แก่ Shopee, Lazada, TikTok Shop และ LINE Shopping ในการเชื่อมโยงระบบข้อมูล (API) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและระบบหลังบ้านของแพลตฟอร์ม
ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้สามารถตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. และสถานะใบอนุญาตได้แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้จำนวนสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานในกลุ่มสินค้านำร่องมีแนวโน้มลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ มีเป้าหมายขยายการเชื่อมโยงระบบดังกล่าวให้ครอบคลุมสินค้าควบคุมมาตรฐานของ สมอ. ที่เหลืออีกกว่า 151 รายการ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ในตลาดออนไลน์และออฟไลน์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ภาคีเครือข่ายยังได้จัดทำแนวทางปฏิบัติร่วมในการกำกับดูแลสินค้าที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. โดยเริ่มจาก 4 แพลตฟอร์มหลัก ก่อนขยายความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้าอีก 17 แห่ง เพื่อให้การเฝ้าระวังและระงับการจำหน่ายสินค้าอันตรายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งระบบ
ด้าน สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังเชิงรุก โดยได้ดำเนินการตรวจสอบสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์มาแล้ว 2 ครั้ง
การตรวจสอบครั้งแรก เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 สุ่มตรวจร้านค้ารวม 400 ร้านค้า หรือแพลตฟอร์มละ 100 ร้านค้า พบสินค้าที่เข้าข่ายไม่ได้มาตรฐาน 125 รายการ และสามารถดำเนินการถอดถอนออกจากระบบได้ 74 รายการ ส่วนการตรวจสอบครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 สุ่มตรวจร้านค้ารวม 320 ร้านค้า หรือแพลตฟอร์มละ 80 ร้านค้า พบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน 144 รายการ และสามารถดำเนินการถอดถอนได้ 60 รายการ
ผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นว่าจำนวนสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การถอดถอนสินค้ายังไม่สามารถดำเนินการได้ครบ 100% เนื่องจากอยู่ระหว่างการเชื่อมโยงระบบ API ให้สมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569 และพร้อมสนับการเชื่อมต่อ API ระหว่างหน่วยงานและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อขยายการกำกับดูแลให้ครอบคลุมสินค้ามาตรฐานบังคับของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ทั้ง 151 รายการ
และความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากสินค้าอันตรายหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยนอกจากการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานภาครัฐแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มจะต้องมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลระบบของตนเอง ทั้งการตรวจสอบร้านค้า การยืนยันตัวตนผู้ขาย การระงับหรือปลดร้านค้าที่กระทำผิดกฎหมาย ตลอดจนการร่วมรับผิดชอบและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคอย่างทันท่วงที
รณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของ สคบ. ในการตรวจสอบและกำกับดูแลกรณีสินค้าที่ไม่ได้จัดทำฉลาก และมีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง หรือมีการโฆษณาเกินจริงจนก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค
รณรงค์ ย้ำว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งการนำสินค้าออกจากระบบ การเฝ้าระวังไม่ให้กลับมาจำหน่ายซ้ำ รวมถึงการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่าตลาดออนไลน์ของไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจ e-Commerce โดยดำเนินการยืนยันตัวตนผู้ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบต่อสินค้าที่นำมาจำหน่าย
มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามตรวจสอบกรณีพบสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานหรือก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



