| Getting your Trinity Audio player ready... |

‘น้ำท่วม ตอผุด’ น้ำท่วม ปราจีนบุรี เปิดให้เห็นวิกฤตมลพิษในพื้นที่เมื่อน้ำนำเอาคราบน้ำมัน สารพิษจากโรงงานขยะวัตถุอันตราย ออกสู่พื้นที่ชุมชนและปนเปื้อนสายน้ำเป็นบริเวณกว้าง ผู้บริโภคหวั่นวิตกความปลอดภัยด้านอาหารเมื่อปลาตายเป็นเบือ พืชผักรับสารพิษจำนวนมาก วิกฤตนี้สะท้อนความกังวลในร่างผังเมืองใหม่ กทม. ที่เปิดช่องให้ “สถานที่กำจัดมูลฝอย และวัตถุอันตราย” รุกพื้นที่สีเขียว ได้
วิกฤตน้ำท่วมจังหวัดปราจีนบุรี ตั้งแต่เดือนกันยายน – ตุลาคม 2569 ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมที่จมอยู่ใต้น้ำ แต่ยังปรากฏปัญหาน้ำเน่าเสีย คราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันลอยเหนือผิวน้ำ และปลาตายจำนวนมาก สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคถึงสารปนเปื้อนจากโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมที่อาจถูกน้ำหลากพัดพาเข้าสู่แม่น้ำ ลำคลอง และพื้นที่เพาะปลูก เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหามลพิษเฉพาะพื้นที่ แต่กำลังเปิดคำถามใหญ่ถึงระบบผังเมืองของประเทศไทยว่า เหตุใดโรงงานจัดการของเสียจึงสามารถเข้าไปตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นต้นทางของอาหารและแหล่งน้ำสำหรับประชาชนได้
กรณีที่ชัดเจนคือ โรงงานจัดการกากอุตสาหกรรมในตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบร่องรอยน้ำชะกากอุตสาหกรรมและสารปนเปื้อนไหลออกจากบริเวณบ่อฝังกลบและพื้นที่บำบัดของเสีย หลังถูกน้ำท่วมขัง โดยโรงงานดังกล่าวประกอบกิจการประเภท 105 และ 106 คือกิจการโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งปฏิกูล วัสดุที่ไม่ใช้แล้ว หรือกากอุตสาหกรรม ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราว พร้อมตรวจสอบคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อชุมชน
คำสั่ง คสช. 4/2559 ปลดล็อกตั้งโรงงานขยะในพื้นที่เกษตรกรรม
คำถามว่า โรงงานจัดการขยะและกากอุตสาหกรรมสามารถเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างไร ต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 มีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เพื่อยกเว้นการบังคับใช้ข้อกำหนดผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท รวมถึงโรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวมประเภท 101 โรงงานคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วประเภท 105 และโรงงานนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์หรือแปรรูปประเภท 106
ในผังเมืองเดิมมีการกำหนดว่า พื้นที่ใดเหมาะสมกับการเกษตร ที่อยู่อาศัย หรืออุตสาหกรรม รวมถึงห้ามกิจการบางประเภทตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อาจกระทบชุมชน แต่คำสั่งดังกล่าวทำให้โรงงานที่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นข้อจำกัดด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมืองรวม อย่างไรก็ตาม ยังต้องขออนุญาตและปฏิบัติตามกฎหมายโรงงานและกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
ผลที่ตามมาคือ พื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรม ที่เดิมมีข้อห้ามโรงงานบางประเภท อาจกลายเป็นพื้นที่ที่สามารถขออนุญาตตั้งโรงงานจัดการของเสียได้โดยไม่ต้องแก้ไขสีผังเมืองก่อน ทำให้เกิดข้อกังวลว่ากลไกผังเมืองซึ่งควรทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ถูกลดบทบาทลงเหลือเพียงการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมายอื่น
บทเรียนที่เคยปรากฏชัดคือ กรณีโรงงานขยะในตำบลท่าถ่าน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีรายงานการตั้งโรงงานอยู่ท่ามกลางนาข้าว ไร่มันสำปะหลัง และชุมชน จากการรายงานข่าวของไทยพีบีเอส ในปี 2561 พบว่า หลังมีคำสั่ง คสช. จังหวัดฉะเชิงเทรามีโรงงานประเภทที่เกี่ยวข้องได้รับอนุญาตเพิ่มจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ได้ถูกยกเลิกตามพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. บางฉบับ ในปี 2568 แต่การยกเลิกดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า โรงงานที่เคยได้รับอนุญาตภายใต้ข้อยกเว้นจะต้องปิดกิจการทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกฎหมายมีบทเฉพาะกาลรองรับกิจการและคำขออนุญาตบางกรณี
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า โรงงานจัดการของเสียที่ได้รับอนุญาตในช่วงใช้คำสั่ง คสช. ตั้งอยู่ในพื้นที่ประเภทใด มีระบบป้องกันมลพิษและน้ำท่วมเพียงพอหรือไม่ และหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ตรวจสอบความเสี่ยงต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมอย่างต่อเนื่องเพียงใด
กรณีปราจีนบุรีเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้โรงงานจะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ แต่หากสถานที่ตั้งและระบบป้องกันไม่สามารถรองรับความเสี่ยงจากน้ำหลากได้ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่ภายในรั้วโรงงาน และอาจส่งต่อไปยังพื้นที่เพาะปลูก แหล่งน้ำ และประชาชนปลายน้ำ
ผังเมือง กทม. ครั้งที่ 4 เปิดช่องโรงงานกำจัดของเสียใน รุกพื้นที่สีเขียว
ข้อกังวลเรื่องการใช้กฎหมายผังเมืองเปิดทางให้กิจการที่มีความเสี่ยงเข้าไปอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม ยังเชื่อมโยงกับข้อถกเถียงเรื่องร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งสภาผู้บริโภคและภาคีเครือข่ายเรียกร้องให้ทบทวน เนื่องจากยังมีข้อห่วงกังวลถึง การลดพื้นที่รับน้ำ การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด เงื่อนไขในการใช้ประโยชน์ที่ดินที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชน
นายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค ได้กล่าวในเวทีเสวนาเรื่องผังเมืองเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 และตั้งข้อสังเกตว่า ร่างผังเมืองกทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 มีการกำหนดสีผังเมืองประเภทต่าง ๆ ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าการกำหนดสีผังเมืองไม่ได้มีผลเฉพาะการสร้างบ้านหรืออาคารสูง แต่ยังเป็นตัวกำหนดว่าพื้นที่โดยรอบชุมชน บ้านเรือนของประชาชน จะสามารถประกอบกิจการประเภทใดได้บ้าง โดยเฉพาะมีข้อกำหนดที่อาจเปิดทางให้กิจการกำจัดขยะหรือสารพิษอยู่ในพื้นที่สีเหลืองและสีเขียวได้
ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่สีเขียวบางประเภทของกรุงเทพมหานครยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งผลิตอาหาร และพื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออก หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจการที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยไม่ประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน ก็อาจกระทบทั้งระบบระบายน้ำ ความปลอดภัยจากการปนเปื้อนของพื้นที่เพาะปลูกที่จะส่งผลต่อสุขอนามัย ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในที่สุด
ร่างผังเมือง กทม. ยังถูกตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่สีเขียวลายทแยง ซึ่งมีบทบาทเป็นพื้นที่รองรับน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมไปพร้อม ๆกัน โดยรศ.ศิวพงศ์ ทองเจือ นายกสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การจัดทำผังเมืองจำเป็นต้องคำนึงถึงระบบน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมควบคู่กัน ไม่ใช่มุ่งเพิ่มพื้นที่พัฒนาเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีถูกเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ประเภทอื่นแล้ว การฟื้นฟูกลับคืนทำได้ยากขึ้น
ข้อกังวลดังกล่าวสะท้อนว่า พื้นที่สีเขียวมีความสำคัญอย่างน้อยสองด้านพร้อมกัน คือ เป็นพื้นที่รับน้ำเพื่อช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วม และเป็นพื้นที่ผลิตอาหารที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารของเมือง หากการจัดทำผังเมืองไม่คุ้มครองพื้นที่เหล่านี้อย่างเพียงพอ ประชาชนอาจต้องรับต้นทุนทั้งจากน้ำท่วม มลพิษ และการสูญเสียแหล่งอาหารในระยะยาว
จี้รัฐตรวจสอบใบอนุญาตโรงงาน – คุ้มครองพื้นที่ผลิตอาหาร
จากปัญหาที่เกิดขึ้น สภาผู้บริโภค เสนอให้หน่วยงานรัฐควรเร่งเปิดเผยข้อมูลโรงงานจัดการของเสียประเภท 101, 105 และ 106 ที่ได้รับอนุญาตในช่วงใช้คำสั่ง คสช. 4/2559 โดยแสดงที่ตั้ง ประเภทกิจการ วันที่อนุญาต และข้อกำหนดผังเมืองเดิม เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าโรงงานใดตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่รับน้ำ หรือใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ
นอกจากนี้ ควรจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการรั่วไหลของสารปนเปื้อน ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน ตะกอน และผลผลิตทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยผลตรวจต่อสาธารณะ และกำหนดมาตรการเยียวยาหากพบความเสียหายที่เชื่อมโยงกับการประกอบกิจการของโรงงาน
ขณะเดียวกัน การจัดทำผังเมืองใหม่ โดยเฉพาะร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ปรับปรุงครั้งที่ 4 ต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองพื้นที่สีเขียว พื้นที่รับน้ำ และพื้นที่ผลิตอาหาร พร้อมเปิดเผยข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน พร้อมเงื่อนไข ข้อยกเว้นทั้งหมดให้ประชาชนสามารถรับรู้ ตรวจสอบได้ และมีสิทธิ์ให้ความเห็น ก่อนที่จะผ่านขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อนำไปประกาศบังคับใช้
สำหรับประชาชนที่สงสัยว่าบ้านของตนจะได้รับผลกระทบจากการปรับร่างผังเมือง กทม.(ปรับปรุงครั้งที่ 4) หรือไม่ ตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ https://vengkhuen-bkk.pages.dev/ หรือนำสำเนาโฉนดที่ดินของตนเข้าไปขอตรวจสอบได้โดยตรง ณ สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กทม. เลขที่ 45 ถ.มิตรไมตรี แขวง/เขตดินแดง กทม.10400 โทร : 02-354-1256 หรือ เข้าไปตรวจสอบด้วยตนเองทางช่องทางออนไลน์ พร้อมยื่นคำร้อง เพื่อขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดได้ ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ได้ที่ https://bmaplanning.bangkok.go.th/ ตั้งแต่วันนี้ – 9 พ.ย. 2569



