
นักเรียน และนักศึกษากว่า 1.4 แสนราย คนยังรอจัดสรรโควตา กยศ. สภาผู้บริโภคยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อ 3 หน่วยงาน ขอคุ้มครองผู้เรียนระหว่างรอเงิน ทั้งชะลอเก็บค่าเทอมและห้ามตัดสิทธิการเรียน หวั่นความล่าช้าผลักผู้เรียนหลุดจากระบบการศึกษา
จากกรณีปัญหาการเข้าถึงเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในปีการศึกษา 2569 ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้เรียนที่ต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อเป็นค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายระหว่างเรียน โดยเฉพาะผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ล่าสุดรัฐบาลเปิดเผยว่า กยศ. มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และอาจมีเงินไม่เพียงพอสำหรับโอนจ่ายเงินกู้ให้แก่นักเรียนและนักศึกษาจำนวน 141,838 ราย สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการเงินกู้ที่อาจกระทบต่อโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียนจำนวนมาก
วันที่ 8 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภคยื่นข้อเสนอต่อ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงการคลัง และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและคุ้มครองผู้เรียนในช่วงที่ยังไม่ได้รับเงินกู้ โดยเสนอให้เร่งโอนเงินกู้ แจ้งสถานะผู้กู้อย่างชัดเจน ทบทวนหลักเกณฑ์การจัดสรร และกำหนดแนวปฏิบัติให้สถานศึกษาคุ้มครองผู้เรียนระหว่างรอเงินกู้
3 ข้อเสนอเร่งด่วน แก้ปัญหา กยศ. ไม่ให้ผู้เรียนหลุดจากระบบการศึกษา
1. เร่งจัดสรรงบประมาณและโอนเงินให้ผู้กู้
สภาผู้บริโภคเสนอให้ กระทรวงการคลัง เร่งดำเนินการภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 อนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลางจำนวน 1,206.48 ล้านบาท ให้แก่ กยศ. เพื่อให้สามารถนำงบประมาณไปใช้ในการโอนเงินค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพแก่ผู้กู้ยืมได้โดยเร็ว
พร้อมเสนอให้กำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน และเปิดเผยความคืบหน้าตั้งแต่ขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณจนถึงการโอนเงินให้ผู้กู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทราบได้ว่าเงินกู้จะเข้าสู่ระบบเมื่อใด และสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายของตนเองได้
2. ผู้กู้ต้องรู้สถานะและเหตุผลของการจัดสรรสิทธิ
สำหรับ กยศ. สภาผู้บริโภคเสนอให้เร่งแจ้งสถานะของผู้กู้ที่อยู่ระหว่างรอการจัดสรรและโอนเงิน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอชะลอการเรียกเก็บค่าเล่าเรียนจากสถานศึกษา รวมถึงพัฒนาระบบให้สถานศึกษาสามารถตรวจสอบสถานะผู้กู้ได้โดยตรง
นอกจากนี้ ขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์การจัดลำดับสิทธิ โดยให้ ความจำเป็นทางการเงินของผู้เรียนเป็นเกณฑ์สำคัญ และไม่ควรให้การเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มความต้องการหลักของประเทศ เป็นเหตุให้ผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ถูกจัดลำดับท้าย
ทั้งนี้ กยศ. ควรเปิดเผยข้อมูลการจัดสรรอย่างโปร่งใส ทั้งจำนวนผู้ยื่นกู้ ผู้ได้รับสิทธิ ผู้ไม่ได้รับสิทธิ และวงเงินที่จัดสรรในแต่ละรอบ พร้อมแจ้งเหตุผลกรณีไม่ได้รับการจัดสรร และมีช่องทางให้ผู้กู้สอบถาม ทักท้วง และอุทธรณ์ผลการพิจารณาได้
3. ระหว่างรอเงินกู้ สถานศึกษาต้องไม่ตัดสิทธิผู้เรียน
สภาผู้บริโภคเสนอให้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำหนดแนวปฏิบัติกลางและประสานสถานศึกษาผ่านที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย เพื่อคุ้มครองผู้เรียนที่อยู่ระหว่างรอการจัดสรรหรือโอนเงิน กยศ.
โดยเสนอให้สถานศึกษาชะลอการเรียกเก็บค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา งดค่าปรับหรือเบี้ยปรับจากการชำระล่าช้า และงดระงับหรือลิดรอนสิทธิของผู้เรียน เช่น การลงทะเบียนเรียน การเข้าสอบ การเข้าถึงระบบการเรียนการสอน หรือการออกผลการเรียน อันเนื่องมาจากการรอเงินกู้ กยศ.
ทั้งนี้ ข้อเสนอครั้งนี้มุ่งเน้น มาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาและคุ้มครองสิทธิของผู้เรียนในปีการศึกษา 2569 ขณะที่สภาผู้บริโภคจะศึกษาหลักเกณฑ์ กระบวนการ และแนวทางการดำเนินงานของ กยศ. ในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายระยะยาวในการปรับปรุงระบบการให้กู้ยืมและการบริหารจัดการกองทุนให้มีความเหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมต่อผู้เรียนและผู้กู้ยืมมากยิ่งขึ้น
ผู้กู้กว่า 1.4 แสนรายอาจได้รับผลกระทบ
ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า ในปีงบประมาณ 2569 กยศ. ขอรับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 21,900 ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรเพียง 5,100 ล้านบาท ทำให้มีส่วนต่างงบประมาณถึง 16,800 ล้านบาท ส่งผลให้ กยศ. ต้องบริหารจัดการเงินที่มีอยู่ร่วมกับเงินชำระคืนจากผู้กู้ยืมเดิม เพื่อให้สามารถปล่อยกู้แก่นักเรียนและนักศึกษาที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม จากการประมาณการกระแสเงินสด พบว่า กยศ. มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และอาจมีเงินไม่เพียงพอสำหรับโอนจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพให้แก่ผู้กู้ยืมจำนวน 141,838 ราย
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 1,206,477,900 บาท เพื่อให้ กยศ. สามารถดำเนินการจ่ายเงินกู้ยืมได้อย่างต่อเนื่อง และลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อผู้เรียน
แม้คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมแล้ว แต่สภาผู้บริโภคเห็นว่า สิ่งสำคัญคือการเร่งดำเนินการให้เงินถึงผู้กู้ยืมโดยเร็ว พร้อมเปิดเผยกรอบระยะเวลาการโอนเงินที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้เรียนและสถานศึกษาสามารถเตรียมความพร้อมและวางแผนค่าใช้จ่ายได้
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาสภาพคล่องและความล่าช้าในการโอนเงิน กยศ. ไม่ได้กระทบเพียงเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ยังอาจส่งผลต่อโอกาสในการเรียนต่อของผู้เรียน โดยเฉพาะผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และไม่มีเงินสำรองสำหรับชำระค่าเล่าเรียน
สภาผู้บริโภคจึงเห็นว่า จำเป็นต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้เรียนระหว่างรอเงินกู้ เพื่อไม่ให้ผู้เรียนต้องแบกรับผลกระทบจากกระบวนการจัดสรรและโอนเงินที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของตนเอง
ขณะเดียวกัน การเข้าถึงเงินกู้เพื่อการศึกษาเป็นส่วนสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิและโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียน โดยเฉพาะผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ดังนั้น การจัดสรรสิทธิควรให้ความจำเป็นทางการเงินของผู้เรียนเป็นเกณฑ์สำคัญ และไม่ควรทำให้การเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มความต้องการหลักของประเทศ กลายเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินกู้
สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว สามารถร้องเรียนมายังสภาผู้บริโภคได้ที่ https://complaint.tcc.or.th/complaint โดยแนบเอกสารหรือภาพหน้าจอที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเท่าที่มี เช่น หลักฐานการยื่นกู้ สถานะการกู้ หนังสือแจ้งผลการพิจารณา หนังสือหรือประกาศจากสถานศึกษา ใบแจ้งค่าเล่าเรียน หรือหลักฐานการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากไม่มีเอกสารดังกล่าว ผู้ร้องยังสามารถยื่นเรื่องได้ โดยให้ระบุข้อเท็จจริง วันเวลา หน่วยงานที่ติดต่อ และผลกระทบที่ได้รับอย่างละเอียด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



