Ribbon

รสนาค้านกองทุนฯ อุ้ม เชื้อเพลิงชีวภาพ หมดเวลาผลักภาระประชาชน

Getting your Trinity Audio player ready...

หลังเฟซบุ๊กสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เผยแพร่ข้อมูล “เชื้อเพลิงชีวภาพ ไทย หลัง 24 กันยายน 2569 สกนช. ยืนยันไม่กระทบประชาชน” โดยระบุว่า วันที่ 24 กันยายน 2569 จะครบกำหนดการจ่ายเงินชดเชยสำหรับน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ตามที่กำหนดในบทเฉพาะกาล ตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็น “การเปลี่ยนผ่านเชิงกลไก” และอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายเช่นเดิม

รสนาค้านกองทุนฯ อุ้ม เชื้อเพลิงชีวภาพ หมดเวลาผลักภาระประชาชน

รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค คัดค้านแนวทางดังกล่าว โดยเห็นว่าต้องแยกให้ชัดระหว่าง “การรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในภาวะวิกฤต” ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของกองทุน กับ “การชดเชยส่วนต่างราคาของเชื้อเพลิงชีวภาพ” ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้เป็นมาตรการในช่วงเปลี่ยนผ่านและมีกรอบเวลาสิ้นสุด ในวันที่ 24 กันยายน 2569 นี้

นอกจากนี้ หากย้อนกลับไปดูพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 จะพบว่า มาตรา 5 กำหนดวัตถุประสงค์ของกองทุนไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

ขณะที่ มาตรา 55 ซึ่งอยู่ในบทเฉพาะกาล เปิดให้กองทุนยังสามารถจ่ายเงินชดเชยน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพต่อจากระบบเดิมได้อีก 3 ปีนับจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ และหากมีความจำเป็น คณะรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ สามารถขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 2 ปี รวมสูงสุด 7 ปี

ที่สำคัญ ข้อมูลซึ่ง สกนช. เผยแพร่บนเว็บไซต์ของตนเอง ได้เคยอธิบายว่า พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กำหนดให้ยกเลิกการชดเชยน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ แต่มีมาตรา 55 เป็นบทเฉพาะกาลให้ดำเนินการต่อได้และขยายเวลาสูงสุดถึงเดือนกันยายน 2569 หลังจากนั้นกองทุนจะทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในช่วงวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

ข้อมูลของ สกนช. ในปี 2567 และ 2568 ยังอธิบายไปในทิศทางเดียวกันว่า วัตถุประสงค์ตามมาตรา 5 ส่งผลให้กองทุน ไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยให้แก่น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพต่อไปได้ โดยมาตรา 55 เป็นข้อยกเว้นในบทเฉพาะกาล

รสนาได้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดคำอธิบายล่าสุดจึงแตกต่างจากแนวทางที่ สกนช. เคยเผยแพร่ไว้ และเห็นว่าก่อนวันที่ 24 กันยายน รัฐบาล กระทรวงพลังงาน และ สกนช. ต้องชี้แจงข้อกฎหมายและฐานอำนาจให้ชัดเจนต่อสาธารณะว่า หลังบทเฉพาะกาลสิ้นสุดลงแล้ว จะสามารถนำเงินกองทุนไป “ชดเชยส่วนต่างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ” ต่อไปได้ด้วยฐานกฎหมายใด

ย้อนเจตนารมณ์กฎหมาย ไม่ต้องการ “อุ้มตลอดไป”

รสนาระบุด้วยว่า จากการตรวจสอบรายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในช่วงพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พบว่า มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการชดเชยส่วนต่างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ และท้ายที่สุดไม่ได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไปของกองทุน แต่เลือกใช้บทเฉพาะกาลเพื่อเปิดช่วงเวลาให้รัฐบาลปรับตัวและวางมาตรการอื่นมารองรับ

สาระสำคัญของข้อกังวลในชั้นพิจารณากฎหมาย คือ กองทุนน้ำมันควรใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในภาวะวิกฤต การเก็บเงินเข้ากองทุนเป็นภาระเพิ่มเติมของผู้บริโภค การชดเชยอย่างต่อเนื่องอาจบิดเบือนกลไกราคา และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเงินที่นำไปสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพส่งผ่านประโยชน์ไปถึงเกษตรกรจริง ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ผู้ผลิตหรือภาคอุตสาหกรรม

“เจตนารมณ์ของการกำหนดบทเฉพาะกาล คือให้เวลารัฐบาลในการปรับเปลี่ยน ไม่ใช่เปิดช่องให้กองทุนน้ำมันนำเงินจากผู้ใช้น้ำมันไปชดเชยส่วนต่างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพโดยไม่มีวันสิ้นสุด หากจะดำเนินการต่อหลังวันที่ 24 กันยายน ต้องตอบให้ชัดว่ามีฐานกฎหมายอะไร และใครจะเป็นผู้รับภาระ” รสนา กล่าว

ชี้ 7 ปีที่ผ่านมา “ลดการชดเชย” ตามกฎหมายหรือไม่

นอกจากนี้ รสนาเรียกร้องให้ตรวจสอบ คือ มาตรา 55 ไม่ได้เพียงกำหนดกรอบเวลาเท่านั้น แต่ยังกำหนดให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงออกหลักเกณฑ์และมาตรการ เพื่อลดการจ่ายเงินชดเชยทุกรอบระยะเวลาหนึ่งปี โดยเสนอผ่านคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ซึ่งสกนช. เองเคยจัดทำแผนปฏิบัติการที่มี “ยุทธศาสตร์การลดการจ่ายเงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ” เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับมาตรา 55

จึงเรียกร้องให้ สกนช. เปิดเผยข้อมูลตลอดช่วง 7 ปีว่า มีการลดการชดเชยในแต่ละปีอย่างไร ใช้เงินกองทุนสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพรวมเท่าใด และมาตรการที่ดำเนินการบรรลุเป้าหมายในการลดภาระกองทุนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

เงินจากคนใช้เบนซิน ทำไมต้องไปอุ้มเชื้อเพลิงชีวภาพ?

รสนา ระบุว่า ปัจจุบันโครงสร้างกองทุนน้ำมันมีความไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการนำเงินที่เรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำมันบางประเภทไปชดเชยน้ำมันอีกประเภทหนึ่ง เพราะเงินทุกบาทที่กองทุนจัดเก็บจากราคาหน้าปั๊ม ล้วนเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ หากรัฐอ้างว่าการชดเชยเอทานอลหรือไบโอดีเซลมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง หรือปาล์มน้ำมัน รัฐต้องสามารถเปิดเผยให้ตรวจสอบได้ว่า เงินชดเชยที่จ่ายออกจากกองทุนส่งผ่านไปถึงเกษตรกรจำนวนเท่าใด และมีสัดส่วนเท่าใดที่ตกอยู่กับผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหรือผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรม

“ที่ผ่านมาเราได้ยินเหตุผลเรื่องช่วยเกษตรกรมาตลอด แต่สิ่งที่ต้องตอบคือ เงินที่ประชาชนจ่ายเข้ากองทุนแล้วนำไปชดเชยส่วนต่างนั้น ไปถึงเกษตรกรจริงเท่าไร ถ้ารัฐจะใช้นโยบายช่วยเกษตรกร ก็ควรช่วยอย่างตรงเป้าหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่ควรใช้ราคาน้ำมันเป็นเครื่องมือจนผู้บริโภคทั้งประเทศต้องร่วมแบกรับต้นทุน” รสนา กล่าว

อย่างไรก็ตาม นางสาวรสนาเห็นว่า การสิ้นสุดบทเฉพาะกาลไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องยุตินโยบายส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งหมด แต่หมายความว่า รัฐบาลต้องกลับไปเลือกเครื่องมือนโยบายที่เหมาะสมและมีฐานกฎหมายรองรับ แทนการพึ่งเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อเนื่อง

หากรัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องช่วยลดราคาดีเซลหรือสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ ควรพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิต มาตรการทางงบประมาณ หรือกลไกช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง พร้อมเปิดเผยต้นทุนการผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล ตลอดจนผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่านโยบายดังกล่าวช่วยใครและประชาชนต้องจ่ายเท่าใด

ข้อเรียกร้องดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอที่สภาผู้บริโภคยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเมื่อเดือนเมษายน 2569 ซึ่งระบุว่า เมื่อบทเฉพาะกาลตามมาตรา 55 ครบระยะเวลา 7 ปีในวันที่ 24 กันยายน 2569 ไม่สมควรแก้ไขกฎหมายเพื่อต่ออายุการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยน้ำมันชีวภาพอีก

จี้รัฐบาลตอบให้ชัด ก่อน 24 กันยายน

รสนา กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงพลังงาน และ สกนช. เปิดเผยแนวทางดำเนินการหลังวันที่ 24 กันยายน 2569 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะฐานกฎหมายในการใช้เงินกองทุน โครงสร้างราคาน้ำมัน ต้นทุนที่แท้จริงของเชื้อเพลิงชีวภาพ จำนวนเงินที่ใช้ชดเชยย้อนหลัง และประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับจริง

พร้อมย้ำว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ควรถูกใช้เป็นกลไกอุดหนุนอุตสาหกรรมใดอย่างถาวร เพราะเงินกองทุนมาจากภาระที่สะท้อนอยู่ในราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่าย หากรัฐมีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรหรือพลังงานชีวภาพ ก็ควรจัดทำนโยบายและงบประมาณให้ตรงวัตถุประสงค์ โปร่งใส และตรวจสอบได้

“หลังวันที่ 24 กันยายน รัฐบาลต้องเคารพทั้งตัวบทและเจตนารมณ์ของกฎหมาย อย่าผลักภาระกลับมาให้คนใช้น้ำมัน หากจะอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพต่อ ต้องบอกประชาชนให้ชัดว่าจะใช้เงินจากไหน ช่วยใคร และเกษตรกรได้ประโยชน์จริงเท่าไร ไม่ใช่ใช้กองทุนน้ำมันเป็นกระเป๋าที่หยิบเงินจากผู้บริโภคไปชดเชยได้ตลอดไป” รสนากล่าวทิ้งท้าย