| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคหนุน สปสช.ดัน “โมเดลสุขภาพใหม่” รื้อระบบสุขภาพคนกรุง แก้ปมใบส่งตัว – งบประมาณไม่เพียงพอ หลังปัญหายืดเยื้อนานหลายปี เตรียมทดลอง 3 โรงพยาบาลนำร่อง ก่อนใช้จริงปี 2570
ประเด็นการปฏิเสธออกใบส่งตัวและวิกฤตงบประมาณที่มักประสบภาวะขาดสภาพคล่อง เป็นปัญหาเรื้อรังของระบบบริการสุขภาพในเขตกรุงเทพมหานครที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สภาผู้บริโภค จึงร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13 กรุงเทพนมหานคร จัด “เวทีการทำความเข้าใจเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร” เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อรูปแบบการจัดบริการสุขภาพโมเดลใหม่ หรือ “New Model 2026”

สมชาย กระจ่างแสง อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวว่าคณะอนุกรรมการฯ ได้ติดตามปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของคน กทม. มาอย่างต่อเนื่อง และพบว่าประชาชนไม่ได้รับบริการที่ดีอย่างที่ควรจะเป็นมาโดยตลอด สภาผู้บริโภคจึงได้ศึกษาวิจัยจนพบว่าทางออกเดียวคือต้องสร้าง โมเดลสุขภาพใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ สปสช. กำลังดำเนินการ คือการจัดบริการรูปแบบใหม่ที่มีโรงพยาบาลเป็นแม่ข่ายรับงบประมาณมาดูแลคลินิกลูกข่ายเพื่อตัดวงจรปัญหาการส่งต่อ
จากการแลกเปลี่ยนปัญหาและความเหมาะสมของทรัพยากรในแต่ละเขตของกรุงเทพฯ เบื้องต้นพบว่าบางพื้นที่ยังไม่สามารถดำเนินงานตามโมเดลสุขภาพใหม่ได้ เนื่องจากยังมีจำนวนของโรงพยาบาลที่ไม่เพียงพอ และอาจต้องเพิ่มโรงพยาบาลแม่ข่ายหรือดึงโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพเดิมเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อเสริมศักยภาพ
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคพบข้อมูลเชิงลึกสะท้อนว่าปัญหาใบส่งตัวใน กทม.ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 ปี และผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาถึง 3 คน แต่ปัญหายังคงวนเวียนอยู่ที่การผูกสิทธิไว้กับคลินิกเอกชนที่ไกลบ้านและมีแรงกดดันเรื่องต้นทุนกำไร ขณะที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของรัฐมีข้อจำกัดด้านบุคลากรทำให้รองรับผู้ป่วยได้เพียง 20% เท่านั้น
วิกฤตการณ์เหล่านี้เปรียบเสมือนโดมิโนที่เริ่มล้มตั้งแต่ปี 2563 จากการยกเลิกสัญญาคลินิกทุจริต จนมาถึงนโยบายที่ทำให้งบประมาณบานปลาย และต้องกลับไปใช้ระบบคลินิกถือเงินอีกครั้งในปี 2567 จนปัญหาใบส่งตัวกลับมาหนักหน่วง
“เรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยอำนาจการสั่งการของผู้ว่าฯ กทม. ในการกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด ทั้งสำนักอนามัยและศูนย์บริการสาธารณสุขให้เข้ามาสอดรับกับโมเดลนี้อย่างเต็มตัว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ สปสช.จะนำกลับไปปรับปรุงโมเดลให้สมบูรณ์” สมชาย อธิบายเพิ่ม
สมชายกล่าวต่อว่า ข้อเสนอจากภาคประชาชนในวันนี้ที่ต้องการให้เริ่มนำร่องในพื้นที่ที่มีความพร้อมประมาณ 3 แห่งก่อน โดยคณะอนุกรรมการฯ มีแผนติดตามการพัฒนาโมเดลนี้อย่างใกล้ชิดเนื่องจากเป็นช่วงระหว่างการทดลอง ก่อนจะเริ่มดำเนินการจริงในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งในระยะสั้นสภาผู้บริโภคเตรียมนำนโยบายเหล่านี้เสนอต่อผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคต่าง ๆ รวมถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ เพื่อทำเป็นข้อเสนอการปฏิรูประบบสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ในรูปแบบโมเดลใหม่ที่เป็นธรรมและยั่งยืน

ด้าน พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ ผอ.สปสช.เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงรายละเอียด “New Model 2026” ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา ผ่านแนวคิดการจัดโซนบริการสุขภาพตามศักยภาพพื้นที่ (Health Zoning) เพื่อสร้างเครือข่ายแม่ข่าย – ลูกข่าย ภายใต้หลัก “1 คลินิก 2 โรงพยาบาล” ในแต่ละเขตบริการ
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้ คือการปรับระบบงบประมาณจากเดิมที่ให้คลินิกชุมชนอบอุ่นเป็นผู้ถือครองงบประมาณ จนอาจเกิดแรงจูงใจในการกักผู้ป่วยเพื่อลดต้นทุน มาเป็นระบบงบประมาณร่วม (Shared OP Capitation) ในระดับเครือข่าย เพื่อให้โรงพยาบาลแม่ข่ายทำหน้าที่บริหารงบประมาณและกระจายทรัพยากรไปยังคลินิกลูกข่ายอย่างทั่วถึง ลดความขัดแย้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการส่งต่อผู้ป่วย
“ต้องขอบคุณโรงพยาบาลนพรัตนราชธานีที่เป็นต้นแบบสำคัญของแนวทางนี้ ปัจจุบันมีทั้งโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สังกัดกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลเอกชน แสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการแล้ว 7 – 8 แห่ง” พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ กล่าว
สำหรับโรงพยาบาล 3 แห่งที่พร้อมเริ่มดำเนินตามโมเดลสุขภาพใหม่ ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และโรงพยาบาลเอกชนอีก 1 แห่ง ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานียังเตรียมชักชวนโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ และโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ เข้าร่วมเครือข่ายเพิ่มเติมด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันเรื่องการส่งต่อผู้ป่วยผ่านระบบดิจิทัล (E-Referral) เพื่อยกเลิกการใช้ใบส่งตัวแบบกระดาษอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้ข้อมูลสุขภาพเชื่อมโยงถึงกัน และลดภาระประชาชนที่ต้องเดินเรื่องเอกสารซ้ำซ้อนด้วยตนเอง เพราะข้อมูลล่าสุดพบว่า ปัญหาการเข้าถึงบริการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม “คลินิกชุมชนอบอุ่นเอกชน” ซึ่งมีประชาชนอยู่ในสิทธิถึง 2.5 ล้านคน คิดเป็น 72.9% ของผู้ใช้สิทธิบัตรทองทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ในปี 2569 มีเรื่องร้องเรียนสูงถึง 9,160 เรื่อง โดยกว่า 35.61% เป็นกรณีปฏิเสธส่งตัวผู้ป่วย ซึ่งถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว

ขณะที่ ธัญวรัตณ์ จิรายุวัฒนา ประธานชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า ปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลในพื้นที่ยังติดขัดมาโดยตลอด ซึ่งตนสัมผัสได้โดยตรงจากการทำงานในฐานะอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) อีกทั้งศูนย์บริการสาธารณสุขในชุมชนส่วนใหญ่ยังเปิดให้บริการเพียงครึ่งวัน ทั้งที่ความเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พร้อมเรียกร้องให้ขยายเวลาให้บริการอย่างน้อยถึง 17.00 น. และเพิ่มหน่วยบริการปฐมภูมิให้เพียงพอกับจำนวนประชาชน
เนื่องจากปัจจุบันมีการยกเลิกหน่วยบริการจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาทั้งด้านการส่งต่อและการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล
“โมเดล ‘1 คลินิก 2 โรงพยาบาล’ ที่ได้รับฟังวันนี้ ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยที่กระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งเดียว ส่วนรูปแบบการบริหารจัดการก็หวังว่าจะออกแบบโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลารอนาน และอยากให้สภาผู้บริโภคช่วยสื่อสารสาธารณะ รวมถึงร่วมผลักดันให้โมเดลนี้เกิดขึ้นได้จริง” ธัญวรัตณ์ ระบุ
การเปิดเวทีเพื่อสื่อสารและสร้างความเข้าใจต่อรูปแบบการจัดบริการสุขภาพโมเดลใหม่ “New Model 2026” ในวันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการหา “สมดุลใหม่” เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องวิ่งตามระบบ แต่ให้ระบบวิ่งหาประชาชนและจบปัญหาใบส่งตัวได้อย่างแท้จริงในอนาคต โดยสภาผู้บริโภคเตรียมยกระดับข้อเสนอถึงผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อบรรจุเป็นนโยบายการปฏิรูประบบสุขภาพของคนกรุงต่อไป







