Ribbon

ไฟไหม้โรงเบียร์ ซ้ำรอยซานติก้า? ทนายชี้ 17 ปีผ่านไป มาตรการความปลอดภัยยังล้มเหลว

Getting your Trinity Audio player ready...
ไฟไหม้โรงเบียร์ ซ้ำรอยซานติก้า? ทนายชี้ 17 ปีผ่านไป มาตรการความปลอดภัยยังล้มเหลว

เหตุ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เมื่อกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ได้จุดกระแสตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อหลายฝ่ายเปรียบเทียบกับเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงซานติก้าผับเมื่อปี 2552 ที่เคยสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ รวม 67 ชีวิต มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 200 คน นำไปสู่การเรียกร้องให้ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยของอาคารสาธารณะ

ไฟไหม้โรงเบียร์ ซ้ำรอยซานติก้า? ทนายชี้ 17 ปีผ่านไป มาตรการความปลอดภัยยังล้มเหลว : ชัยรัตน์ แสงอรุณ

ชัยรัตน์ แสงอรุณ ทนายความผู้รับผิดชอบคดีช่วยเหลือผู้บริโภคกรณีซานติก้าผับ เปิดเผยว่า แม้เวลาจะผ่านมากว่า 17 ปี แต่จากข้อมูลเบื้องต้นของเหตุการณ์ล่าสุดกลับพบลักษณะปัญหาที่คล้ายคลึงกับคดีซานติก้า ทั้งในแง่ของมาตรการป้องกันอัคคีภัย การจัดการทางหนีไฟ และการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ

“ผมมองว่าแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากคดีซานติก้า การกำกับดูแลสถานบริการยังมีช่องโหว่ ทั้งเรื่องจำนวนผู้ใช้บริการ ทางหนีไฟ ระบบป้องกันอัคคีภัย และการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่รับผิดชอบ”

ชัยรัตน์กล่าวว่า แม้สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ทั้งสองเหตุการณ์จะแตกต่างกัน โดยคดีซานติก้าเกิดจากการจุดพลุภายในสถานบันเทิง ส่วนเหตุล่าสุดมีข้อมูลเบื้องต้นว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรและมีการระเบิดที่เกี่ยวข้องกับแก๊ส แต่สิ่งที่สะท้อนปัญหาเหมือนกันคือ การขาดมาตรการป้องกันที่เพียงพอในสถานบริการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก

หากสถานที่มีการจัดระบบความปลอดภัยอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดจำนวนผู้ใช้บริการตามขนาดพื้นที่ การติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ การจัดให้มีทางหนีไฟที่เพียงพอ และสามารถใช้งานได้จริง ก็อาจช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมาก

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ ผู้เสียชีวิตจำนวนมากมักกระจุกตัวอยู่บริเวณทางออก ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในคดีซานติก้า สะท้อนว่าปัญหาการอพยพหนีไฟยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ไฟไหม้โรงเบียร์ ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับการเยียวยาและเรียกค่าเสียหาย

ชัยรัตน์กล่าวว่า ผู้ใช้บริการถือเป็นผู้บริโภคที่มีสิทธิได้รับบริการในสถานที่ที่ปลอดภัย หากผู้ประกอบการละเลยมาตรการด้านความปลอดภัยจนก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค และสามารถดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายได้

สำหรับขั้นตอนสำคัญที่ผู้ประสบเหตุและญาติควรทำทันที ได้แก่

1.เก็บหลักฐานทางการแพทย์ ขอใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล และประวัติการรักษาไว้ทั้งหมด

2. แจ้งความที่สถานีตำรวจ โดบระบุให้ชัดเจนว่าไม่ใช้การลงบันทึกประจำวัน แต่เป็นการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด เพื่อรักษาสิทธิในการรับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ

3. หากมีปัญหาหรือได้รับความไม่เป็นธรรม สามารถรวมกลุ่มเพื่อฟ้องคดี ปัจจุบันสามารถใช้ช่องทางฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค หรือยื่นคำร้องขอรับค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ ตามมาตรา 44/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อความรวดเร็วและลดภาระในการพิสูจน์หลักฐานของผู้บริโภค

โดยผู้ได้รับบาดเจ็บ สามารถฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องค่ารักษาพยาบาล ค่ารักษาในอนาคต ค่าขาดรายได้ระหว่างรักษาตัว และค่าเสียหายจากการสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ ซึ่งจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละราย

ส่วนกรณีผู้เสียชีวิต ทายาทสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ประกอบการได้ เช่น ค่าอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดา คู่สมรส หรือบุตร รวมถึงค่าเสียโอกาสในการดำรงชีพและค่าเสียหายอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

ผู้ถือหุ้นอาจต้องร่วมรับผิด หากละเลยความปลอดภัยอย่างร้ายแรง

ชัยรัตน์ กล่าวอีกว่า นอกจากผู้ประกอบการแล้ว คดีลักษณะนี้ควรพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจบริหารกิจการด้วย หากพบว่ามีการประกอบกิจการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เนื่องจากผู้ประกอบการย่อมทราบดีว่าสถานบริการมีความเสี่ยงด้านอัคคีภัย และมีหน้าที่จัดให้มีมาตรการความปลอดภัยที่เพียงพอ หากละเลยจนก่อให้เกิดความสูญเสีย ผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจควบคุมกิจการอาจต้องร่วมรับผิดตามกฎหมาย

ในอีกมุมหนึ่ง สำนักงานเขตที่เกิดเหตุ ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่อนุญาตและกำกับดูแลการใช้ประโยชน์อาคารก็อาจต้องร่วมรับผิด หากพบว่าละเลยการบังคับใช้กฎหมายหรือปล่อยให้สถานประกอบการเปิดดำเนินการโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย โดยยกตัวอย่างคดีซานติก้า ซึ่งศาลปกครองเคยมีคำพิพากษาให้สำนักงานเขตวัฒนารัฐร่วมชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย เนื่องจากละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแลสถานบริการ ในกรณีโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว สำนักงานเขตจตุจักรก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบเช่นกัน

“หากหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบและอนุญาตปล่อยปละละเลยจนเกิดความสูญเสีย ก็อาจต้องร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ประกอบการ” ชัยรัตน์กล่าว

จี้รัฐ “ขันน็อต” การตรวจสอบสถานบริการ ป้องกันโศกนาฏกรรมซ้ำ

ชัยรัตน์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า หน่วยงานรัฐควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตรวจสอบมาตรฐานด้านอัคคีภัย ทางหนีไฟ ระบบดับเพลิง และจำนวนผู้ใช้บริการ ก่อนอนุญาตให้เปิดดำเนินกิจการ รวมถึงต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจนหากพบการฝ่าฝืน

ขณะเดียวกันเพื่อความปลอดภัย ผู้บริโภคควรสังเกตเส้นทางเข้า – ออกและทางหนีไฟทุกครั้งก่อนใช้บริการสถานบันเทิงหรือสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาตัวรอดหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

“การดูแลความปลอดภัยไม่ควรเป็นภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐที่จะต้องทำให้สถานบริการมีความปลอดภัยตามมาตรฐาน เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก” ชัยรัตน์กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว และไม่ได้รับความเห็นธรรม สามารถปรึกษา – ร้องเรียน กับสภาผู้บริโภคได้ที่ เบอร์ 1502 หรือเว็บไซต์ www.tcc.or.th


ซ้ำรอยซานติก้าเมื่อ “ไฟแห่งสุข” กลายเป็นความสูญเสีย

อัปเดตเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวเสียชีวิต 27 คน บาดเจ็บ 63 คน สาหัส 22 คน