Ribbon

นักวิชาการสุดทน ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง หยุด สุญญากาศ กสทช.

Getting your Trinity Audio player ready...
นักวิชาการสุดทน ยื่น 3 ข้อเรียกร้อง หยุดสุญญากาศ กสทช.

วันที่ 18 กันยายน 2569 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.) และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดเวทีเสวนา “ทางออก กสทช.? สู่การขับเคลื่อนนิเวศสื่อและโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ” เพื่อร่วมวิเคราะห์ปัญหา ผลกระทบ และหาทางออกจากภาวะชะงักงันของ กสทช. ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อกิจการโทรคมนาคม วิทยุ โทรทัศน์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนสิทธิของผู้บริโภค โดยเครือข่ายนักวิชาการ 108 คนทั่วประเทศร่วมลงชื่อในแถลงการณ์เรียกร้องให้เร่งคลี่คลายปัญหา

108 นักวิชาการ ยื่น 3 ข้อ ปลดล็อก กสทช.

รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธาน ส.ส.ม.ท. อ่านแถลงการณ์ของเครือข่ายนักวิชาการ โดยระบุว่า ภาวะชะงักงันของ กสทช. กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศหลายด้าน ทั้งอนาคตของทีวีดิจิทัลและสื่อใหม่ที่ขาดทิศทาง การพัฒนาวิชาชีพและคุณภาพสื่อ การคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การจัดสรรคลื่นความถี่ 5G และประเด็นดาวเทียม ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เครือข่ายนักวิชาการจึงเสนอ 3 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ได้แก่ หนึ่ง ให้สำนักงาน กสทช. อำนวยความสะดวกในการจัดประชุม เพื่อให้ กสทช. สามารถขับเคลื่อนภารกิจตามกฎหมายต่อไปได้ สอง สร้างความโปร่งใส หากมีอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องเร่งชี้แจงเหตุผลต่อสาธารณะ และ สาม ให้ทุกฝ่ายร่วมสร้างฉันทามติเพื่อคลี่คลายภาวะสุญญากาศ ไม่ปล่อยให้กิจการสื่อ โทรคมนาคม และผลประโยชน์ของประเทศต้องหยุดชะงัก

รศ.สุรสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ยังลงไปถึงคนทำงานในวิชาชีพและภาคการศึกษาที่มีหน้าที่ผลิตบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรม เพราะทั้งโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ล้วนเชื่อมโยงกับการกำกับของ กสทช. หากระบบกำกับเดินหน้าต่อไม่ได้ ย่อมสร้างความไม่แน่นอนต่อการจ้างงาน การลงทุน และอนาคตของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่วิชาชีพสื่อ

“ภาวะสุญญากาศแบบนี้ไม่เป็นผลดีแน่นอน ถึงจุดที่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบอย่างมาก” รศ.สุรสิทธิ์ กล่าว

ทีวีดิจิทัลไร้ทิศทาง ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุน – ผู้ผลิตรายเล็กเสี่ยงหาย

รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ระบบนิเวศสื่อประกอบด้วยทั้งผู้ประกอบการ ธุรกิจที่สนับสนุนอุตสาหกรรม ภาควิชาการ หน่วยงานกำกับดูแล และประชาชนผู้รับสื่อ เมื่อกลไกกำกับดูแลเกิดภาวะชะงักงัน ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่สำนักงาน กสทช. แต่กระจายไปตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม

วาระจำนวนมาก 195 เรื่อง ที่รอการพิจารณาครอบคลุมตั้งแต่โครงข่ายและโครงสร้างพื้นฐาน คลื่นความถี่และดาวเทียม ใบอนุญาตกิจการโทรคมนาคมและโทรทัศน์ ไปจนถึงประเด็นเกี่ยวกับผู้รับบริการ จริยธรรม และการบริหาร โดยเฉพาะโจทย์อนาคตของทีวีดิจิทัลที่ใบอนุญาตจะสิ้นสุดในปี 2572 รวมถึงการกำกับการแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ต หากไม่มีความชัดเจน ผู้ประกอบการเดิมย่อมไม่กล้าตัดสินใจลงทุน ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่ก็ยากที่จะวางแผนเข้าสู่ตลาด

ผลกระทบยังส่งต่อไปถึงผู้ผลิตรายการ โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่ใช้เงินลงทุนสูง ผู้ผลิตรายเล็กที่มีสายป่านสั้น รวมถึงรายการสำหรับเด็ก คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีโอกาสได้รับผลกระทบก่อน ขณะที่บุคลากรและผู้ผลิตคอนเทนต์อาจย้ายไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์และแพลตฟอร์มต่างประเทศมากขึ้น

“ไม่ใช่ว่าผู้ผลิตรายการของเราไม่มีความสามารถ แต่ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เป็นใจ เขาก็ต้องอพยพไปสู่ช่องทางอื่น” รศ.ดร.ปรีดา กล่าว พร้อมเสนอว่า หากสามารถเปิดประชุม กสทช. ได้แล้ว ต้องเร่งจัดลำดับวาระที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ และทบทวนกฎหรือข้อบังคับที่เป็นช่องว่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเช่นนี้อีก

ถามตรง “ใครได้ประโยชน์” เมื่อประชาชนต้องแบกต้นทุน

ด้าน รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค ชี้ว่า ผลกระทบจากภาวะชะงักงันของ กสทช. กำลังปรากฏชัดทั้งในกิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคม และท้ายที่สุดประชาชนคือผู้รับผลกระทบโดยตรง

ในด้านโทรทัศน์ รศ.รุจน์ระบุถึงปัญหาโฆษณารบกวนและโฆษณาแฝง คุณภาพรายการที่ลดลงท่ามกลางความไม่แน่นอนของอนาคตทีวีดิจิทัล รวมถึงความเสี่ยงที่ผู้ผลิตและผู้ชมจะย้ายไปสู่บริการ OTT (Over-the-Top หรือการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต) มากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้บริโภคต้องมีค่าใช้จ่ายด้านอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม ขณะที่การกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ยังมีช่องว่าง

ส่วนด้านโทรคมนาคม รศ.รุจน์ตั้งข้อสังเกตถึงการติดตามมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคภายหลังการควบรวมกิจการโทรคมนาคม โดยยกตัวอย่างราคาค่าบริการบางประเภทที่เพิ่มขึ้น ปัญหาแพ็กเกจหรือ “โปรลับ” จำนวนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน (MVNO) ที่ลดลง ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ ซิมผิดกฎหมาย เอสเอ็มเอสหลอกลวง และการหลอกโอนเงิน ซึ่งยังสร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลของสภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องทุกข์รวม 23,703 เรื่อง โดยปัญหาด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมมี 4,495 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่สายสื่อสารที่ไม่ปลอดภัย เอสเอ็มเอสหลอกลวง ไปจนถึงการหลอกโอนเงิน สะท้อนว่าการทำงานของหน่วยงานกำกับไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในองค์กร แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความปลอดภัยและเงินในกระเป๋าของประชาชน

รศ.รุจน์จึงตั้งคำถามว่า “ใครได้ประโยชน์จากภาวะชะงักงัน” หากอนาคตทีวีดิจิทัลไม่ชัดเจนจนผู้ผลิตต้องย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มที่การกำกับดูแลยังไม่ครอบคลุม หรือหากการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่และการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมไม่สามารถเดินหน้าตามปกติ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงาน กสทช. ฝ่ายการเมือง และหน่วยงานรัฐ เร่งเปิดพื้นที่เจรจาและหาทางออก ไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งสร้างต้นทุนแก่ประเทศและผู้บริโภคต่อไป

“ถ้าจะอธิบายละครเรื่องนี้ ผมมองว่ามี ‘ช้าง 4 ตัว’ ตัวแรก คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นภายใน กสทช. เอง ตั้งแต่กรณีการลงมติรับทราบการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ซึ่งสภาผู้บริโภคได้ใช้สิทธิฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย ตัวที่สอง คือ สำนักงาน กสทช. ที่ต้องตอบคำถามว่า เหตุใดการจัดประชุมจึงเกิดอุปสรรค ทั้งที่ภารกิจตามกฎหมายและประโยชน์สาธารณะยังต้องเดินหน้าต่อ ตัวที่สาม คือ ผู้ประกอบการและผลประโยชน์ทางธุรกิจ หากทีวีดิจิทัลอ่อนแอลง ผู้ผลิตและผู้ชมย้ายไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ รวมถึงหากเกิดปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการฟอกเงิน ใครได้ประโยชน์จากช่องว่างของระบบกำกับดูแล และตัวที่สี่ คือ ระบบการเมือง ระบบราชการ และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญที่ต้องช่วยกันทำให้ปัญหาคลี่คลาย ไม่ใช่ปล่อยให้ประเทศติดอยู่ในภาวะชะงักงัน” รศ.รุจน์ กล่าว

นักกฎหมายชี้ทางออก “กรรมการที่เหลือประชุมได้” ไม่ต้องรอคดีจบ

รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอความเห็นทางกฎหมายว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีช่องทางแก้ไขโดยไม่จำเป็นต้องปล่อยให้การทำงานของ กสทช. หยุดชะงัก โดยเห็นว่า ในช่วงที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะประธาน กสทช. กรรมการที่เหลือยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้

จากการตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกว่า 30 ฉบับ พบว่ามีกลไกรองรับกรณีมีเหตุจำเป็น ขัดข้อง หรือไม่มีประธาน โดยกรรมการ 2 คนสามารถเข้าชื่อเรียกประชุม และสำนักงานมีหน้าที่ดำเนินการจัดประชุม จากนั้นที่ประชุมสามารถกำหนดผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมเพื่อให้การใช้อำนาจตามกฎหมายเดินหน้าต่อได้

ในมุมมองของ รศ.ดร.ณรงค์เดช การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นการก้าวล่วงกระบวนการของศาล เพราะหากในอนาคตศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. ก็ไม่ทำให้การปฏิบัติหน้าที่โดยชอบของกรรมการที่เหลือในช่วงก่อนหน้านั้นเสียไป จึงเห็นว่าทางออกที่สำคัญคือการเร่งทำให้กลไกประชุมกลับมาทำงาน เพื่อให้วาระที่มีผลต่อประชาชนและประเทศสามารถได้รับการพิจารณาตามกฎหมาย

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งมีความเร่งด่วน เมื่อข้อมูลอย่างเป็นทางการของสำนักงาน กสทช. ระบุว่า มีวาระรอพิจารณา 193 เรื่อง และ 82 เรื่องเป็นวาระเร่งด่วนที่มีระยะเวลาตามกฎหมาย ขณะที่กำหนดการประชุมยังถูกวางต่อเนื่องในเดือนกันยายน สะท้อนว่าทุกวันที่กลไกตัดสินใจระดับบอร์ดยังไม่สามารถทำงานได้ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่ภารกิจสำคัญจะสะสมมากขึ้น

เสียงจากนักวิชาการทั้ง 108 คนจึงมีข้อเรียกร้องร่วมกันว่า ถึงเวลาเร่งยุติภาวะชะงักงันของ กสทช. และนำกลไกกำกับดูแลกลับมาทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพราะสิ่งที่กำลังหยุดอยู่ไม่ใช่เพียง “การประชุม” แต่คือการตัดสินใจด้านคลื่นความถี่ โทรคมนาคม สื่อ และการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีผลต่อประชาชนทั้งประเทศ