| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภค – กรมการขนส่งทางราง เห็นพ้องนำระบบ AI และกล้อง CCTV อัจฉริยะมาใช้ป้องกันอุบัติเหตุซ้ำรอย บริเวณ จุดตัดทางรถไฟ แนะดึงอำนาจบริหารไฟจราจร กลับไปเป็นของ กทม.
จากกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ บริเวณจุดตัดมักกะสัน – อโศกดินแดง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บกว่า 32 รายนั้น สภาผู้บริโภคเร่งให้ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องทบทวนการออกแบบระบบจราจรโดยใช้ระบบเทรโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถบริหารการจราจรและสร้างระบบป้องกันภัยครบรูปแบบเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอยพร้อมย้ำเกณฑ์เยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 8 ล้านบาท
ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมด้วย อธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้นำคณะทำงานลงพื้นที่สำรวจจุดตัดทางรถไฟพญาไท เพื่อหารือร่วมกันในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้จัดการจราจรและป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต
“สัญญาณไฟไร้บูรณาการ” แนะใช้ AI แก้ปัญหา

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหน้างานว่า พบข้อจำกัดสำคัญในระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรของกรุงเทพฯ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำป้อมไม่สามารถกดปรับเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจรเป็นระบบอัตโนมัติได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องแจ้งประสานไปยังเจ้าหน้าที่ของ กทม. ซึ่งไม่ได้อยู่ประจำจุด
“น่าจะต้องตั้งคำถามว่าประเทศไทยใช้ระบบสัญญาณไฟอัตโนมัติมานานแล้ว แต่ทำไมคนหน้างานถึงไม่สามารถควบคุม หรือใช้ระบบ AI เข้ามาคำนวณแก้ปัญหาจราจรได้ ทั้งที่การใช้ AI คำนวณปริมาณรถในแต่ละเส้นทางเพื่อให้เกิดความลื่นไหลบริเวณทางแยกและจุดตัดสำคัญ เป็นเรื่องที่ทำได้ทันทีและไม่ต้องลงทุนมหาศาล เราไม่ควรผูกติดว่าตำรวจจราจรเขตไหนก็ดูแค่พื้นที่ตัวเองไม่ให้รถติด แต่ควรบริหารจัดการในภาพรวมของผู้ใช้รถใช้ถนนทั้งระบบ และอยากให้ทุกฝ่ายเร่งรัดเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพราะปกติบ้านเรามักใช้เวลาดำเนินการ 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งไม่ทันการณ์” เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุ
เล็งใช้ AI ควบคู่สร้างทางยกระดับ แก้ปัญหา จุดตัดทางรถไฟ

ด้าน อธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า ปัญหาจุดตัดจราจรใน กทม. มีความซับซ้อนสูง เป็นลักษณะแยกซ้อนแยก ซึ่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่วมกับตำรวจจราจรเพื่อวางแนวทางแก้ไขร่วมกัน โดยระยะสั้นจะเน้นการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ลงกำกับหน้างาน ห้ามไม่ให้รถจอดติดค้างบนพื้นที่เครื่องหมายจราจรเส้นทแยงเหลือง (Keep Clear) ใกล้ทางรถไฟอย่างเด็ดขาด ซึ่งต้องขอความร่วมมือทั้งจาก ขสมก. และประชาชนผู้ขับขี่ ส่วน กทม.จะปรับมาเปิดสัญญาณไฟจราจรตลอดทั้งวัน ไม่ใช่แค่เฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อควบคุมปริมาณรถไม่ให้ล้นทะลักข้ามแยก
สำหรับแผนระยะยาวในการนำเทคโนโลยีมาช่วยเหลือนั้น อธิภู ระบุว่า มีแผนจะนำ AI มาช่วยวิเคราะห์การปล่อยสัญญาณไฟจราจรระหว่างแยกที่อยู่ติดกันให้สอดคล้องกันมากขึ้น ซึ่ง ขร.ได้ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) และ บริษัท หัวเว่ย ประเทศไทย ทดลองนำร่องใช้ระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) อัจฉริยะร่วมกับ AI ณ จุดตัดทางรถไฟในจังหวัดนครสวรรค์แล้ว 3 – 4 จุด
“ระบบ AI นี้จะตรวจจับหากมีรถยนต์จอดค้างอยู่ภายในเขตไม้กั้นรถไฟ จากนั้นจะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังโทรศัพท์มือถือของนายสถานีโดยอัตโนมัติ เพื่อให้นายสถานีแจ้งเตือนไปยังพนักงานขับรถไฟให้ชะลอหรือหยุดรถก่อนถึงทางแยก ซึ่งเดิมทีมีแผนจะนำระบบนี้มาติดตั้งในจุดที่เกิดเหตุ (อโศก – ดินแดง) แต่มาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน หลังจากนี้จะเร่งขยายผลเพื่อลดการใช้แรงงานคนและเพิ่มความแม่นยำให้มากขึ้น” อธิภู กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทบทวนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหาจุดตัดอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีแผนจะปรับปรุงเป็นทางต่างระดับยกระดับยาวไปจนถึงสถานีหัวหมาก ซึ่งจะช่วยยกเลิกจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับทางในจุดสำคัญ เช่น พญาไท และอโศก ออกไปได้ โดยคาดว่าจะเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในปี 2570 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 – 4 ปี
ล้างบางยาเสพติด ยกระดับสุ่มตรวจ พขร. รายวัน
รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง ยืนยันว่า กรมฯ มีมาตรการขั้นเด็ดขาดเกี่ยวกับสารเสพติดในระบบขนส่งมวลชน โดยได้ออกประกาศสั่งการให้เจ้าหน้าที่กำกับดูแล (Regulator) เพิ่มความถี่ในการตรวจสารเสพติดพนักงานขับรถไฟ (พขร.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกวัน จากเดิมที่เป็นเพียงการสุ่มตรวจ ซึ่งในช่วง 2 วันที่ผ่านมาพบว่ามีพนักงานขับรถไฟที่มีผลสารเสพติดเป็นบวกเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ในอนาคตเมื่อมีการจัดตั้งผู้ตรวจการขนส่งทางรางอย่างเป็นทางการ จะส่งเจ้าหน้าที่ชุดนี้ลงพื้นที่สุ่มตรวจผู้ประกอบการระบบราง (Operator) ทุกรายอย่างเข้มงวด หากตรวจพบสารเสพติดจะดำเนินการพักใช้ใบอนุญาตขับรถไฟทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนใบอนุญาตต่อไป
หนุน กทม. ยุคใหม่ ดึงอำนาจจัดการจราจรเบ็ดเสร็จ

ขณะที่ อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เห็นวิสัยทัศน์ของผู้สมัครในการแก้ไขปัญหาจราจร ปัจจุบัน กทม.มีสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) รองรับอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดไปมีเพียง “เจตจำนงทางการเมือง” ในการขอโอนย้ายอำนาจและบุคลากรจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลมาให้ กทม.บริหารจัดการสัญญาณไฟจราจรด้วยตัวเองทั้งระบบ
หาก กทม. ได้รับสิทธิ์ในการควบคุมสัญญาณไฟจราจรอย่างเบ็ดเสร็จ จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและบริหารจัดการพื้นที่โครงข่ายคมนาคมร่วมกันได้ โดยไม่ถูกแบ่งแยกด้วยเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของแต่ละสถานีตำรวจ (สน.) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาจราจรติดขัดสะสมบริเวณ 7 ทางแยกสำคัญรายรอบสถานีมักกะสัน และลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (Human Error) ได้ เนื่องจาก กทม.มีการลงทุนระบบกล้อง CCTV ไว้พร้อมอยู่แล้ว เหลือเพียงอำนาจในการกดสั่งการสัญญาณไฟจราจรเท่านั้น



