| Getting your Trinity Audio player ready... |

แม้ กสทช. จะออก 8 มาตรการสกัด SMS แนบลิงก์หลอกลวงและมี พ.ร.ก.ไซเบอร์ รองรับ แต่ผู้บริโภคยังต้องเผชิญปัญหา SMS หลอกลวง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซิมม้า และซิมบ็อกซ์อย่างต่อเนื่อง สูญเงินกว่าหมื่นล้านต่อปี สภาผู้บริโภคแนะเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ
“คุณมีพัสดุตกค้าง กรุณากดลิงก์เพื่อตรวจสอบ” “บัญชี M-Flow ของคุณมียอดค้างชำระ” “คะแนน Lazada ของคุณกำลังจะหมดอายุ”
ข้อความลักษณะนี้ยังถูกส่งเข้าโทรศัพท์ของคนไทยทุกวัน แม้หลายหน่วยงานจะเตือนอย่างต่อเนื่อง แต่ SMS หลอกลวงยังเป็นเครื่องมือสำคัญของมิจฉาชีพในการหลอกให้กดลิงก์ ติดตั้งแอปฯ ปลอม หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ก่อนดูดเงินออกจากบัญชีและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมไซเบอร์ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน กสทช. และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ตามกลไกใน พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 (พ.ร.ก.ไซเบอร์) แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังเผชิญการระบาดของ SMS หลอกลวง ซิมม้า ซิมบ็อกซ์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สะท้อนว่าการกำกับดูแลยังปิดช่องโหว่ไม่ทันรูปแบบการก่อเหตุที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ความเสียหายไม่ได้หยุดแค่ “SMS”
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมเป็นภารกิจสำคัญของ กสทช. แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหาทั้งผลกระทบจากการควบรวมกิจการโทรคมนาคม คุณภาพบริการ และการหลอกลวงผ่านระบบสื่อสาร “SMS หลอกลวงที่ส่งเข้ามา เมื่อเผลอกดลิงก์ก็ถูกหลอกสูญเงิน ซึ่งเป็นอำนาจหนาที่ของ กสทช. โดยตรงที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการดำเนนมาตรการป้องกัน”
ปัจจุบันยังพบการลักลอบนำเข้าซิมบ็อกซ์ (SIM Box) และอุปกรณส่งสัญญาณผิดกฎหมายจำนวนมาก ที่โทรออกพร้อมกันได้เป็นหมื่นเลขหมาย ถือเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่ง SMS หลอกลวงและโทรหลอกให้โอนเงินได้ จนหลายคนหมดเนื้อหมดตัว
มี พ.ร.ก.ไซเบอร์ แต่ปิดช่องโหว่ภัยออนไลน์ไม่ได้
พ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับที่ 2 เป็นเครืองมือสำคัญ โดยให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระงับบัญชีหรือธุรกรรมต้องสงสัย แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน และสั่งการผู้ให้บริการป้องกันความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น ทั้งยังกำหนดให้หน่วยงานต้องร่วมรับผิดชอบ หากผู้บริโภคเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามมาตรการ
ภายใต้กฎหมายนี้ กสทช. ได้ออก 8 มาตรการหลัก ครอบคลุมการคัดกรองและระงับผู้ใช้ที่ผิดปกติ (โทรออกถี่ผิดปกติ พื้นที่การโทร อุปกรณ์ SIM BOX) โดยต้องระงับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใน 24 ชั่วโมงเมื่อได้รับแจ้ง การควบคุมการลงทะเบียนซมให้รัดกุมขึ้น การควบคุม SMS แบบ A2P ให้ลงทะเบียนชื่อผู้ส่งและตรวจสอบลิงก์ก่อนส่ง การจำกัดซิมของชาวต่างชาติไม่เกิน 3 เลขหมายและจำกัดอายุ Tourist SIM ที่ 60 วัน การห้ามเชื่อมต่อ SIM BOX เถื่อนตั้งแต่ 4 ซิมขึ้นไป ตลอดจนการติดสัญลักษณ์เตือนสายจากต่างประเทศ
แม้กฎหมายจะให้อำนาจไว้ แต่ในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์อาจยังไม่ชดเจนนัก เพราะมาตรการที่ กสทช. กำหนดกลับทำให้การปิดซิมสแกมเมอร์ยากขึ้น เนื่องจากค่ายมือถือต้องรอคำสั่งจาก กสทช. ก่อน ต่างจากแนวปฏิบัติเดิมที่ผู้ให้บริการตรวจจับและปิดซิมบ็อกซ์ได้ทันที อีกทั้งมิจฉาชีพยังสวมรอยชื่อหน่วยงานรัฐหรือแบรนด์ดังได้ จึงควรเร่งยกระดับด้วยระบบคัดกรองด้วย AI ที่ตรวจจับข้อความปลอมชื่อผู้ส่ง บล็อก SMS แนบลิงก์ต้องสงสัย และเข้มงวดการยืนยันตัวตนของผู้ส่ง SMS จำนวนมาก
ผู้บริโภคสูญเสียจากช่องโหว่ของระบบ
ความเสียหายจาก SMS หลอกลวงกำลังกลายเป็นต้นทุนที่ผู้บริโภคทั้งประเทศต้องแบกรับ ข้อมูลศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พบว่า ความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงออนไลน์มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี โดยช่องทางสำคัญคือ SMS แนบลิงก์ปลอมที่อ้างชื่อหน่วยงานรัฐ บริษัทขนส่ง ธนาคาร หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
ข้อมูลจากสภาผู้บริโภคตอกย้ำภาพดังกล่าว โดยในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 (1 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569) ได้รับเรื่องร้องเรียน 5,457 เรื่อง และสามารถยุติปัญหาได้ 2,451 เรื่อง และช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายกว่า 22 ล้านบาท ในจำนวนนี้ ปัญหาที่เกี่ยวกับการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่อันดับ 3 ที่ 787 เรื่อง รองจากปัญหาที่เกี่ยวกับด้านสินค้าและบริการทั่วไป และปัญหาด้านการเงินและการธนาคาร
สภาผู้บริโภคมองว่า ทุกเรื่องร้องเรียนสะท้อน “ช่องโหว่” ของระบบกำกับดูแล ที่ควรถูกนำไปพัฒนาเป็นมาตรการป้องกันระดับนโยบาย ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายก่อนแล้วจึงเยียวยา
ต่างประเทศเร่งจัดการที่ต้นทาง
หลายประเทศเลือกใช้มาตรการที่เข้มงวดกว่าการรณรงค์ให้ประชาชนระวังตัว ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 หน่วยงานกำกับดูแลด้านการสื่อสารของสหราชอาณาจักร หรือ Ofcom (Office of Communications) ได้ออกกฎใหม่กำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือต้องบล็อก จำกัด และสกัด SMS หลอกลวง พร้อมตรวจสอบและยืนยันว่าชื่อผู้ส่งที่เป็นธุรกิจ (Sender ID) เป็นของธุรกิจนั้นจริง เพื่อป้องกันการปลอมชื่อองค์กรที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น บริษัทขนส่ง ธนาคาร หรือหน่วยงานรัฐ สอดคล้องกับหลักการของพ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับที่ 2 ที่มุ่งให้ผู้ให้บริการโครงข่าย สถาบันการเงิน และหน่วยงานรัฐร่วมรบผิดชอบ ไม่ผลักภาระให้ประชาชนระวังตัวเองเพียงฝ่ายเดียว
ถึงเวลายกระดับการกำกับดูแล
สภาผู้บริโภคเสนอว่า การแก้ปัญหาต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการจัดการซิมม้า ซิมบ็อกซ์ และการยืนยันตัวตนผู้ส่งข้อความ พร้อมกำหนดให้ผู้ให้บริการมีหน้าที่คัดกรองและระงับข้อความเสี่ยงก่อนถึงมือผู้บริโภค รวมถึงเสนอให้ กสทช. พัฒนาระบบตรวจจับข้อความหลอกลวงแบบเรียลไทม์ เข้มงวดการตรวจสอบการลงทะเบียนซิม และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนต่อผู้ประกอบการที่ละเลยมาตรการป้องกัน
หากยังปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ระบบโทรคมนาคมหลอกลวงประชาชนได้ต่อเนื่อง ความเสียหายจะไม่ได้มีเพียงเม็ดเงินที่สูญเสีย แต่รวมถึงความเชื่อมั่นต่อระบบสื่อสารของประเทศ โดยสิ่งที่สังคมคาดหวังไม่ใช่เพียงคำเตือนว่า “อย่ากดลิงก์” แต่คือการเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้กฎหมายอย่างพ.ร.ก.ไซเบอร์ และอำนาจกำกับดูแลอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง
ข้อมูลอ้างอิง
ความเสียหายจากภัยออนไลน์หลักหมื่นล้านต่อปี
2 ไตรมาส 5,457 เรื่องร้องเรียน จากปัญหาผู้บริโภค สู่การดันนโยบายทั่วประเทศ



