| Getting your Trinity Audio player ready... |

ภัยหลอกลวงออนไลน์ยังเกิดขึ้นทุกวัน ขณะที่กลไกกำกับแพลตฟอร์มยังตามไม่ทัน สภาผู้บริโภค และกองทุนพัฒนาสื่อฯ ผสานเสียงเรียกร้องรัฐเร่งสร้างกติกา คุมแพลตฟอร์ม ย้ำการป้องกันเนื้อหาผิดกฎหมายและเยียวยาความเสียหายต้องเป็นหน้าที่ของระบบ ไม่ใช่ผลักภาระให้ผู้บริโภค
ปัญหาหลอกซื้อสินค้า หลอกลงทุน โฆษณาปลอม แอปดูดเงิน ไปจนถึงเนื้อหาที่อาจสร้างอันตรายต่อเด็กและเยาวชน กำลังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของโลกดิจิทัลว่า ในวันที่แพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่กฎหมายและกลไกกำกับดูแลยังไม่เท่าทัน ทำให้เกิดคำถามในสังคมว่า ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และเหตุใดภาระในการป้องกันภัยจึงยังตกอยู่กับผู้บริโภคเป็นหลัก
การเสวนาสาธารณะออนไลน์เพื่อเสริมสร้างความรู้เท่าทันสื่อในหัวข้อ “ฟ้องแพลตฟอร์มใหญ่ ทวงความปลอดภัย – ยุติธรรมให้เหยื่อภัยไซเบอร์” โดยมี สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ร่วมกับ ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ต่างเห็นตรงกันว่า การสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ให้ประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนแต่ยังไม่เพียงพอ หากแพลตฟอร์มที่ควบคุมระบบและหน่วยงานรัฐยังไม่มีมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
กองทุนสื่อฯ ชี้แพลตฟอร์มต้องถูกกำกับ
ดร.ชำนาญ กล่าวว่า แพลตฟอร์มออนไลน์สร้างประโยชน์อย่างมากทั้งด้านการสื่อสาร เศรษฐกิจและการเข้าถึงข้อมูล แต่ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคม ทั้งการแพร่กระจายเนื้อหาผิดกฎหมาย การหลอกลวง การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนความเสี่ยงต่อเด็กและเยาวชน
การสร้าง ทักษะรู้เท่าทันสื่อ หรือ Media Literacy จึงเป็น “ทักษะชีวิต” ที่จำเป็นในยุคโซเชียลมีเดียและปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) แต่ไม่ควรนำมาใช้เป็นเหตุผลในการผลักภาระทั้งหมดให้ประชาชน เพราะผู้บริโภคไม่ใช่ผู้ควบคุมอัลกอริทึม ระบบโฆษณา หรือโครงสร้างของแพลตฟอร์ม
บทเรียนจากต่างประเทศสะท้อนว่าปัญหานี้จำเป็นต้องมีกลไกกำกับเฉพาะ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับผลกระทบของแพลตฟอร์มต่อเด็กและเยาวชนจำนวนมาก ขณะที่สหภาพยุโรปเลือกใช้กฎหมายเพื่อสร้างความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ
ยุโรปวางกติกา คุมแพลตฟอร์ม ต้องรับผิดมากขึ้น
หนึ่งในโมเดลที่ ดร.ชำนาญ ยกขึ้นมาคือกฎหมายที่ออกมาเพื่อกำกับบริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่เรียกว่า Digital Services Act (DSA) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดหน้าที่ให้แพลตฟอร์มตามขนาดและความเสี่ยง โดยแพลตฟอร์มและเสิร์ชเอนจินที่มีผู้ใช้งานเฉลี่ยอย่างน้อย 45 ล้านคนต่อเดือนในสหภาพยุโรป จะถูกจัดเป็นแพลตฟอร์มหรือเสิร์ชเอนจินออนไลน์ขนาดใหญ่มาก และมีหน้าที่เพิ่มเติมในการประเมินและลดความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น เนื้อหาผิดกฎหมาย ความปลอดภัยสาธารณะ สิทธิผู้บริโภค และการคุ้มครองเด็ก
กฎหมายดังกล่าวยังสร้างกลไกให้ผู้ใช้แจ้งเนื้อหา สินค้า หรือบริการที่ผิดกฎหมายได้ง่ายขึ้น กำหนดความโปร่งใสด้านโฆษณาและระบบแนะนำเนื้อหา รวมถึงให้ตลาดออนไลน์ตรวจสอบข้อมูลผู้ขาย เพื่อให้ผู้บริโภครู้ว่ากำลังซื้อสินค้าหรือบริการจากใคร
หากคณะกรรมาธิการยุโรปวินิจฉัยว่าผู้ให้บริการฝ่าฝืน DSA สามารถกำหนดค่าปรับได้สูงสุดถึง 6% ของรายได้ทั่วโลกต่อปีของผู้ให้บริการ พร้อมสั่งให้ดำเนินมาตรการแก้ไขการฝ่าฝืนได้
แนะสร้าง “กติกาอาเซียน” กำกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ
ดร.ชำนาญตั้งคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะต้องพิจารณากฎหมายหรือกลไกเฉพาะสำหรับกำกับแพลตฟอร์มอย่างจริงจัง และอาจต้องมองไกลกว่าระดับประเทศไปสู่ ความร่วมมือระดับอาเซียน เนื่องจากแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ให้บริการข้ามพรมแดน การที่แต่ละประเทศเจรจาหรือกำกับเพียงลำพังอาจมีอำนาจต่อรองจำกัด
กลุ่มประเทศอาเซียนจึงควรหารือเพื่อสร้างมาตรฐานร่วม เช่น เนื้อหาใดถือว่าผิดกฎหมาย เมื่อได้รับแจ้งแล้วแพลตฟอร์มต้องดำเนินการอย่างไร ต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงในระดับใด และหากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษอย่างไร เพื่อทำให้บริษัทแพลตฟอร์มข้ามชาติมีมาตรฐานความรับผิดชอบต่อผู้ใช้ในภูมิภาคที่ชัดเจนขึ้น
“เมื่อเกิดการกระทำผิด ทำไมผู้บริโภคต้องเป็นคนเริ่มต้นทุกอย่าง ตั้งแต่ตรวจพบ แจ้งแพลตฟอร์ม ร้องเรียน ไปจนถึงฟ้องคดี ทั้งที่หลายประเทศ รัฐเข้ามามีบทบาทช่วยปกป้องผู้บริโภค ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยและประเทศในอาเซียนต้องมานั่งคุยกันว่า เราจะมีกติกากลางร่วมกันอย่างไร” ดร.ชำนาญ กล่าว
พร้อมระบุว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์พร้อมร่วมมือกับสภาผู้บริโภคในการเสริมสร้างความรู้และความตระหนักต่อภัยออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกันต้องใช้พลังของสังคมกระตุ้นให้ผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ปัญหาเชิงระบบร่วมกัน
ย้ำฟ้องเมตา หาช่องเยียวยาผู้บริโภค
สารี อ๋องสมหวัง เลขาะการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การตัดสินใจฟ้องบริษัทเมตา (Meta) เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เป็นผลจากการติดตามปัญหาและพยายามเรียกร้องผู้ให้บริการเข้ามารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น จากกรณีผู้บริโภคถูกหลอกผ่านแพลตฟอร์มและมีความเสียหายในขณะนั้นกว่า 87 ล้านบาท โดยในเดือนพฤศจิกายน 2567 สภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเมตา เพื่อให้แพลตฟอร์มจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นและมีแนวทางในการเยียวยาผู้บริโภค ก่อนติดตามอีกครั้งช่วงต้นปี 2568 รวมทั้งประสานผ่านตัวแทนของเมตาในประเทศไทย แต่ยังไม่เกิดการเยียวยาความเสียหายตามที่เรียกร้อง
“เราไม่ได้อยู่ดี ๆ แล้วไปฟ้องเมตา เราพยายามบอกเขาว่า ต้องจัดการโจรที่อาศัยแพลตฟอร์มของคุณ ไม่ใช่ปล่อยให้โจรอาละวาด นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจฟ้องในครั้งนี้” สารี กล่าว
สิ่งที่สภาผู้บริโภคต้องการผลักดันจึงไม่ใช่ความรับผิดของเฟซบุ๊กเพียงรายเดียว แต่เป็น “ความรับผิดชอบร่วมกันของระบบนิเวศดิจิทัล” ที่ไม่มีระบบป้องกันความเสียหายให้ผู้บริโภค เพราะเส้นทางการหลอกลวงอาจเริ่มจากโฆษณาบนเฟซบุ๊ก ก่อนดึงผู้เสียหายเข้าสู่ไลน์ มีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอม และสุดท้ายโอนเงินผ่านระบบธนาคาร
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหาย 10 ราย ได้ยื่นฟ้องแพลตฟอร์มออนไลน์และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องที่ศาลแพ่งรัชดา เป็นคดีนำร่อง โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท โดยมุ่งสร้างบรรทัดฐานให้ผู้ให้บริการแต่ละส่วนมีหน้าที่ตรวจสอบ ป้องกัน และร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภครับความเสี่ยงทั้งหมด
นัดอีกครั้ง พ.ย. รอชี้ “คดีผู้บริโภค”
สำหรับความคืบหน้าของคดี สารีระบุว่า คดีที่ศาลแพ่งรัชดามีนัดพร้อมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา มีจำเลยซึ่งเป็นสถาบันการเงินคัดค้านประเด็นการเป็นคดีผู้บริโภค จึงอยู่ในกระบวนการรอคำวินิจฉัยจากประธานศาลอุทธรณ์ ขณะที่คดีในศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก็มีข้อคัดค้านเกี่ยวกับสถานะคดีเช่นเดียวกัน โดยศาลมีนัดครั้งต่อไปในวันที่ 9 และ 23 พฤศจิกายน 2569 ขณะที่ยังมีอีก 1 คดีที่มีกำหนดนัดพร้อมในวันที่ 31 สิงหาคมนี้
การฟ้อง 10 คดีเป็นเพียง “คดีนำร่อง” เท่านั้น เพราะขนาดของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงใหญ่กว่านั้นมาก จากข้อมูลสภาผู้บริโภคตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 – 31 พฤษภาคม 2569 พบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มออนไลน์ 11,815 เรื่อง ในจำนวนนี้เกี่ยวข้องกับเฟซบุ๊กถึง 6,986 เรื่อง หรือ 59.13 เปอร์เซ็นต์ และมีมูลค่าความเสียหายเฉพาะกรณีเฟซบุ๊กกว่า 397 ล้านบาท
“เราไม่อยากเห็นว่าผู้เสียหายที่เหลือต้องมาฟ้องกันทั้งหมด แต่อยากเห็นแพลตฟอร์มทำหน้าที่ของตัวเองและมีระบบเยียวยาผู้บริโภค เมื่อทุกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่ามีเรื่องร้องเรียนและความเสียหายจำนวนมาก แพลตฟอร์มก็ควรรู้ว่าระบบของตัวเองมีความเสี่ยง และต้องจัดการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในอนาคต” สารี กล่าว
แพลตฟอร์มต้องมีหน้าที่ในการระมัดระวัง
เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภคย้ำว่า ที่ผ่านมาแนวทางรับมือภัยออนไลน์จำนวนมากมุ่งให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวังตัวเอง แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มมีเครื่องมือและข้อมูลที่สามารถใช้ลดความเสี่ยงได้ ตั้งแต่การยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณา ตรวจสอบใบอนุญาต ปิดกั้นบัญชีหรือเนื้อหาที่มีการแจ้งเตือน ไปจนถึงตรวจสอบแอปพลิเคชันก่อนอนุญาตให้อยู่บนร้านในแอป
ขณะที่สถาบันการเงินก็ต้องมีมาตรการป้องกันและจัดการบัญชีม้า รวมถึงตอบสนองอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับแจ้งเหตุ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคเป็นผู้ตรวจจับ แจ้งเตือน และวิ่งตามความเสียหายด้วยตนเองทั้งหมด
หลักสำคัญที่ควรนำมาใช้คือ หน้าที่ในการใช้ความระมัดระวัง หรือ Duty of Care โดยเฉพาะเมื่อบริการเกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน หรือประชาชนจำนวนมาก หากผู้ให้บริการรู้หรือควรรู้ว่าระบบมีความเสี่ยง ต้องมีหน้าที่ป้องกัน และหากละเลยจนเกิดความเสียหายก็ต้องมีกลไกรับผิดชอบและเยียวยา
“ในโลกดิจิทัล การคุ้มครองผู้บริโภคต้องไม่น้อยกว่าโลกแบบเดิม และคนไทยไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง หากแพลตฟอร์มมีมาตรการป้องกันผู้ใช้ในประเทศอื่น มาตรการที่มีมาตรฐานเดียวกันก็ควรถูกนำมาใช้กับผู้บริโภคในประเทศไทย” สารี ระบุ
สารีทิ้งท้ายว่า สิ่งเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือ หน่วยงานรัฐต้องทำงานให้เร็วกว่าความเสียหาย เพราะแม้ประเทศไทยจะเริ่มมีกฎหมายและมาตรการใหม่เพื่อกำกับแพลตฟอร์ม แต่ระหว่างที่รอกฎเกณฑ์มีผลบังคับใช้ ผู้บริโภคยังถูกหลอกและสูญเสียเงินทุกวัน
สิ่งที่ต้องเกิดควบคู่กันจึงมีทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ทันที การกำหนดให้ผู้ลงโฆษณาและผู้ขายต้องยืนยันตัวตน การนำเนื้อหาและแอปพลิเคชันผิดกฎหมายออกจากระบบอย่างรวดเร็ว การป้องกันบัญชีม้า การสร้างกลไกเยียวยา และการกำหนดความรับผิดของแพลตฟอร์มให้ชัดเจน



