Ribbon

ศาลสหรัฐฯ สั่งปรับเมตา กว่า 8 แสนล้านบาท ปมให้ข้อมูลเท็จผู้ใช้เฟซบุ๊ก

Getting your Trinity Audio player ready...
ศาลสหรัฐฯ สั่งเมตาจ่ายค่าปรับราว 8 แสนล้านบาท กรณีการให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊กต่อเนื่องกว่า 11 ปี

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวบีบีซี (BBC) และเดอะการ์เดียน (The Guardian) รายงานว่า ศาลรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา มีคำสั่งให้บริษัทเมตา (Meta Platforms) เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และวอตส์แอป จ่ายค่าปรับเป็นเงิน 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8 แสนล้านบาท หลังคณะลูกขุนพบว่าบริษัทให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม การใช้ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้เฟซบุ๊ก โดยคดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากกรณีอื้อฉาวของบริษัท เคมบริดจ์แอนะลิติกา (Cambridge Analytica) บริษัทที่ปรึกษาด้านการเมืองสัญชาติอังกฤษ ซึ่งมีประเด็นเรื่องการนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้เฟซบุ๊ก หลายสิบล้านคนไปใช้ประโยชน์ด้านการเมืองโดยไม่ได้รับความยินยอม

คำสั่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในบทลงโทษทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดที่บริษัทเทคโนโลยีเคยเผชิญในสหรัฐฯ และเป็นบทลงโทษมูลค่าสูงที่สุดของเมตาจนถึงขณะนี้

ผู้พิพากษา ฟรานซิส แมทธิว (Francis Mathew) ระบุในคำสั่งว่า การกระทำผิดของเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะครั้ง แต่เป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดอย่างเป็นระบบต่อเนื่องหลายปี และเกี่ยวข้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัทโดยตรง

ศาลเห็นว่าการกระทำและการสื่อสารของผู้บริหารเมตา รวมถึงมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) มีลักษณะมุ่งทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทจัดการข้อมูลส่วนบุคคล โดยพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องกว่า 11 ปี ระหว่างปี 2553 – 2564

คดี Cambridge Analytica ข้อมูลผู้ใช้ถูกนำไปใช้ทางการเมือง

คดีนี้มีต้นตอจากกรณี Cambridge Analytica บริษัทที่ปรึกษาทางการเมืองของอังกฤษ ซึ่งถูกเปิดโปงว่าเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้เฟซบุ๊กได้มากถึงประมาณ 87 ล้านบัญชี ผ่านแอปพลิเคชันของบุคคลที่สาม โดยผู้ใช้จำนวนมากไม่ได้ให้ความยินยอมต่อการนำข้อมูลไปใช้ในลักษณะดังกล่าว

ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์พฤติกรรมและกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารทางการเมือง รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2559 ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญของคดีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการที่ข้อมูลผู้ใช้ถูกนำออกไปใช้โดยบุคคลภายนอก แต่รวมถึงการที่เฟซบุ๊กเคยให้ข้อมูลต่อสาธารณชนว่า บริษัทไม่ได้ขายหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้บุคคลที่สามเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโกกล่าวหาว่าบริษัททราบถึงการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว แต่ยังสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าข้อมูลของตนได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโกยังกล่าวหาว่าเมตาทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรการจัดการเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง ข้อมูลบิดเบือน และนโยบายภายในของแพลตฟอร์ม โดยตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทปล่อยให้เนื้อหาบางประเภทแพร่กระจายไปเมื่อมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ

ทั้งนี้ ในปี 2562 คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) เคยสั่งปรับเฟซบุ๊ก 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณี Cambridge Analytica มาแล้ว แต่อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโกยังดำเนินคดีตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐต่อไป

สั่งปรับเมตา หลังพบละเมิดกฎหมายกว่า 43 ล้านครั้ง

ในปี 2564 อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโกยื่นฟ้องเมตา ก่อนที่คณะลูกขุนจะมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ว่า ข้อความและคำชี้แจงของบริษัทและผู้บริหารเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลและนโยบายแพลตฟอร์มจำนวน 26 จาก 29 รายการ มีลักษณะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

คณะลูกขุนประเมินว่าบริษัทกระทำการละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐนิวเม็กซิโกมากกว่า 43 ล้านครั้ง โดยพิจารณาจากจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กหรือประชาชนที่อาจได้รับข้อความที่ทำให้เข้าใจผิด ตามกฎหมายของรัฐ การละเมิดแต่ละครั้งอาจมีโทษปรับสูงสุด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ผู้พิพากษาประเมินวงเงินค่าปรับตามกฎหมายได้มากกว่า 219,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนใช้ดุลยพินิจลดเหลือ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ฝ่ายอัยการของรัฐเคยเสนอให้ศาลกำหนดค่าปรับระหว่าง 35,000 – 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยให้เหตุผลว่าบทลงโทษต้องมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางธุรกิจ ขณะที่เมตาเสนอให้จำกัดค่าปรับไว้ไม่เกินประมาณ 3,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโต้แย้งว่าบทลงโทษที่สูงกว่านั้นอาจขัดต่อหลักกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ

ราอูล ตอร์เรซ (Raúl Torrez) อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโก ระบุว่าคำตัดสินครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณไปยังบริษัทเทคโนโลยีว่า ขนาดธุรกิจและอิทธิพลของบริษัทไม่อาจทำให้หลุดพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายได้

ทั้งนี้ กฎหมายรัฐนิวเม็กซิโกกำหนดให้รายได้จากค่าปรับตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคถูกนำไปใช้ประโยชน์ในระบบการศึกษาของรัฐ

เมตาเตรียมอุทธรณ์ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน

ด้านเมตาไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน โดย ซี.เจ. มาโฮนีย์ (C.J. Mahoney) หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของบริษัท ระบุว่าบริษัทมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จในการอุทธรณ์ พร้อมโต้แย้งว่าการบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้การดำเนินธุรกิจในรัฐนิวเม็กซิโกเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง

เมตายังยืนยันในกระบวนการพิจารณาคดีว่า บริษัทไม่ได้ขายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ และรัฐไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้บริโภคได้รับความเสียหายจริงจากข้อความที่ถูกกล่าวหาว่าทำให้เข้าใจผิด ดังนั้น คำสั่งค่าปรับ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจึงยังไม่ใช่ข้อยุติสุดท้ายของกระบวนการทางกฎหมาย เนื่องจากบริษัทยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้

นอกจากนี้ เมตายังเผชิญการดำเนินคดีเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่องโดยก่อนหน้านี้ คณะลูกขุนรัฐนิวเม็กซิโกมีคำวินิจฉัยในอีกคดีหนึ่งว่า เมตาทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และวอตส์แอป โดยมีบทลงโทษทางแพ่ง 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาศาลมีคำสั่งให้บริษัทจ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่กองทุนด้านสุขภาพจิตวัยรุ่นของรัฐ และกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ใช้ที่เป็นเยาวชนเพิ่มเติม

คดีเหล่านี้สะท้อนแนวโน้มการใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคตรวจสอบแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่เพียงด้านข้อมูลส่วนบุคคล แต่ยังรวมถึงการออกแบบระบบ ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดกับผู้ใช้บริการ

จับตาไทย ศาลฯ นัดพร้อมครั้งที่ 2 พ.ย.นี้

ขณะที่ประเทศไทย สภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องบริษัทเมตา เจ้าของเฟซบุ๊ก ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน และธนาคารที่เกี่ยวข้อง รวม 10 คดีนำร่อง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 230 ล้านบาท จากกรณีผู้บริโภคถูกหลอกลวงผ่านโฆษณาและช่องทางออนไลน์

สภาผู้บริโภคเห็นว่า ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของมิจฉาชีพเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้โฆษณาหลอกลวงเข้าถึงประชาชน ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบผู้ลงโฆษณา การเผยแพร่เนื้อหา การแจ้งเตือนความเสี่ยง ไปจนถึงระบบการรับและโอนเงินของสถาบันการเงิน

การดำเนินคดีดังกล่าวจึงมุ่งผลักดันหลัก ความรับผิดชอบร่วมกันของแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกฝ่ายมีมาตรการป้องกัน ตรวจสอบ ระงับความเสียหาย และเยียวยาผู้บริโภคอย่างเหมาะสม แทนการผลักภาระให้ผู้เสียหายต้องรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว

สำหรับความคืบหน้าทางคดี หลังศาลนัดพร้อมคดีนำร่องครบทั้ง 10 คดีแล้วเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กระบวนการพิจารณายังดำเนินต่อไป โดยศาลมีกำหนดนัดพร้อมอีกครั้งในวันที่ 2, 9 และ 23 พฤศจิกายน 2569 ตามแต่ละสำนวน เพื่อดำเนินกระบวนการทางคดี รวมถึงการพิจารณาประเด็นข้อกฎหมาย การไกล่เกลี่ย และการกำหนดแนวทางสืบพยาน

การนัดพร้อมคดีฟ้องเฟซบุ๊กในเดือนพฤศจิกายนนี้ จึงเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของการตรวจสอบความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มในประเทศไทย และเป็นโอกาสในการผลักดันให้มาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคบนโลกออนไลน์มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น