Ribbon

ล้มผังเมือง กทม. ทวงคืนแก้มลิง หวั่นเอื้อทุนอสังหาฯ

Getting your Trinity Audio player ready...
ล้มผังเมือง กทม. ทวงคืนแก้มลิง หวั่นเอื้อทุนอสังหาฯ

วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพมหานครเมื่อปลายเดือนกันยายน 2569 ที่มีประชาชนได้รับผลกระทบราว 700,000 คน โดยเฉพาะพื้นที่ลาดกระบัง คันนายาว บางกะปิ หนองจอก และมีนบุรี ที่เผชิญน้ำท่วมขังยาวนาน กลายเป็นคำถามสำคัญถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและทิศทางการพัฒนาเมืองในอนาคต ท่ามกลางความกังวลว่าร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการประกาศใช้ อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมจากการลดพื้นที่รับน้ำและเปิดทางให้มีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่เคยกำหนดไว้เพื่อการเกษตรและรองรับน้ำ

วันที่ 24 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภค ร่วมกับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และเครือข่ายภาคประชาชน จัดเวที “ก่อนผังเมืองใหม่จะบัดมือคนกรุง เปิดข้อมูล ฟังเสียงผู้ได้รับผลกระทบ” พร้อมเสวนาหัวข้อ “ถอดรหัสร่างผังเมืองรวม กทม. (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4)” เพื่อเปิดเผยข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำผังเมือง การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน และผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน ก่อนร่วมกันแถลงจุดยืนเรียกร้องให้ยุติร่างผังเมืองฉบับดังกล่าว และเริ่มกระบวนการจัดทำใหม่โดยยึดความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตประชาชนเป็นหลัก

ภาคประชาชนระบุเหตุผลคัดค้าน 5 ประการ ได้แก่ หนึ่ง การจัดทำผังเมืองอาจไม่เป็นไปตามลำดับขั้นที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากผังนโยบายระดับประเทศเพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 หลังร่างผังเมือง กทม. ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว ขณะที่ผังระดับภาคยังจัดทำไม่แล้วเสร็จ สอง กระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่ทั่วถึง ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองอาจได้รับผลกระทบจากแนวถนน 96 สาย คลอง 23 สาย และอุโมงค์ 7 แนว

สาม การเปลี่ยนข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและมาตรการอนุญาตให้เจ้าของที่ดินหรือผู้พัฒนาโครงการ สามารถสร้างอาคารให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นจากที่กฎหมายผังเมืองกำหนดไว้ปกติ หรือ FAR BONUS อาจเปิดโอกาสให้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่เคยมีข้อจำกัด สี่ การลดพื้นที่รับน้ำและยกเลิกบึงรับน้ำสำคัญ โดยยังไม่มีหลักประกันว่าระบบระบายน้ำทดแทนจะก่อสร้างแล้วเสร็จและมีประสิทธิภาพเพียงพอ และ ห้า ข้อกังวลว่าการเปลี่ยนสีผังเมืองอาจเป็นการรับรองการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เคยขัดต่อข้อกำหนดเดิม โดยยังไม่มีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของโครงการเหล่านั้นอย่างชัดเจน

สภาผู้บริโภคประกาศ 4 ข้อเรียกร้อง ทวงคืนแก้มลิง – เริ่มผังเมืองใหม่

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ผังเมืองไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคหรือการกำหนดสีบนแผนที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการวางผังเมือง ทั้งการก่อสร้างอาคารสูงในซอยแคบ การกำหนดแนวถนนที่อาจนำไปสู่การเวนคืน และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รับน้ำซึ่งส่งผลต่อชุมชนโดยรอบ

วิกฤตน้ำท่วมล่าสุดยิ่งสะท้อนว่าการวางผังเมืองและการบริหารจัดการน้ำไม่สามารถแยกออกจากกันได้ หากเมืองขยายตัวโดยไม่มีพื้นที่รองรับน้ำอย่างเพียงพอ ประชาชนอาจต้องเผชิญน้ำท่วมขังนานขึ้น และแบกรับความเสียหายจากการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงข้อจำกัดทางธรรมชาติ

สภาผู้บริโภคและภาคีประชาชนจึงมีข้อเรียกร้องให้ ยุติร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 และดำเนินการ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. ทวงคืนบึงรับน้ำและพื้นที่น้ำหลาก นำบึงรับน้ำที่ถูกยกเลิกกลับคืนมา รวมถึงบึงคลองคู้บอนและบึงบางชัน ระงับการลดพื้นที่สีเขียวลายทแยงและทางน้ำหลาก จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าระบบระบายน้ำทดแทนสามารถรองรับน้ำได้ไม่น้อยกว่าพื้นที่ที่สูญเสียไป พร้อมเปิดเผยผลการศึกษาด้านอุทกวิทยา งบประมาณ และกำหนดเวลาแล้วเสร็จ

2. ยุติแนวถนนที่กระทบสิทธิประชาชน ทบทวนการตัดและขยายถนน 96 เส้นทางที่อาจนำไปสู่การเวนคืน เปิดเผยผลกระทบรายพื้นที่และแนวทางเยียวยา รวมถึงข้อมูลการยกเลิกแก้มลิงและบึงรับน้ำเดิม เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบเหตุผลและความคุ้มค่าของโครงการได้

3. เริ่มกระบวนการจัดทำผังเมืองใหม่ โดยตั้งต้นจากผังระดับเขต ผังย่าน หรือผังเมืองเฉพาะ และพิจารณาใช้ผังน้ำเป็นพื้นฐานสำคัญ พร้อมเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ด้วยข้อมูลที่เข้าใจง่าย ครอบคลุมผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และการเยียวยาความเสียหาย

4. ตรวจสอบการใช้ที่ดินและการเปลี่ยนสีผังเมือง ให้หน่วยงานอิสระ ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนร่วมตรวจสอบการอนุญาตจัดสรรที่ดินหรือก่อสร้างในพื้นที่ที่ผังเมืองปี 2556 กำหนดข้อห้ามไว้ รวมถึงตรวจสอบเหตุผลของการเปลี่ยนประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินในร่างผังใหม่ เปิดเผยผลต่อสาธารณะ และดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายหากพบการกระทำที่ไม่ชอบ

สารีย้ำว่า การรับฟังความคิดเห็นต้องไม่เป็นเพียงขั้นตอนให้ครบตามกฎหมาย แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจผลกระทบและมีโอกาสร่วมกำหนดอนาคตเมืองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อระยะเวลาปิดประกาศ 90 วันเพื่อยื่นคำร้องจะสิ้นสุดในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 นี้

เตรียมยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบ “ชัชชาติ” ปมเปลี่ยนสีผังเมืองเอื้อทุน

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวว่า ร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่มีข้อกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการลดพื้นที่รับน้ำและการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียวลายทแยง ซึ่งเดิมมีบทบาทเป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก แต่กลับถูกปรับเปลี่ยนให้สามารถพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น ทั้งที่โครงการระบายน้ำและฟลัดเวย์ที่จะนำมาทดแทนยังไม่มีความชัดเจนว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อใด

ผังเมืองเดิม ปี 2556 มีแนวทางพัฒนาบึงรับน้ำคลองคู้บอนและบึงบางชัน ซึ่งมีศักยภาพรองรับน้ำรวมประมาณ 870,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ต่อมากลับมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางและยกเลิกพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินของเอกชนในบริเวณที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องตรวจสอบลำดับการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐและการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่ามีผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงผังเมืองหรือไม่

“หากพื้นที่รับน้ำถูกเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านจัดสรร ทั้งที่ระบบระบายน้ำทดแทนยังไม่เกิดขึ้นจริง ประชาชนจะเป็นฝ่ายรับความเสี่ยงจากน้ำท่วม การเปลี่ยนผังเมืองจึงต้องตอบให้ได้ว่าใครได้ประโยชน์ และใครต้องรับภาระจากการตัดสินใจครั้งนี้” ปานเทพกล่าว

ด้านคมสัน โพธิ์คง ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงข้อกังวลเรื่องการอนุญาตจัดสรรที่ดินและก่อสร้างในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดตามผังเมืองปี 2556 ว่า จำเป็นต้องตรวจสอบย้อนหลังว่ามีโครงการใดได้รับอนุญาตโดยไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเดิมหรือไม่ และเหตุใดร่างผังเมืองฉบับใหม่จึงมีการเปลี่ยนประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว

คมสันกล่าวอีกว่า การเปลี่ยนสีผังเมืองโดยไม่ตรวจสอบการอนุญาตเดิม อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐกำลังเปิดทางรับรองการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกลายเป็นช่องทางเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการบางราย ภาคประชาชนเตรียมทำหนังสือถึง กทม. เพื่อขอให้ตรวจสอบการอนุมัติและอนุญาตโครงการย้อนหลังตั้งแต่ปี 2556

“หากหน่วยงานไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้อย่างชัดเจน จะพิจารณาใช้กลไกทางกฎหมาย รวมถึงการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือเอื้อประโยชน์แก่เอกชนหรือไม่” คมสันกล่าว

ชี้ผิดตั้งแต่กระบวนการจัดทำ ประชาชนไม่รู้สิทธิ–ไม่รู้ผลกระทบ

ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค ผู้ติดตามและตรวจสอบกระบวนการจัดทำผังเมืองกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของร่างผังเมืองฉบับนี้เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการจัดทำ ซึ่งไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง ทั้งที่พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 มาตรา 9 กำหนดให้คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ และต้องดำเนินการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง

จากข้อมูลที่รวบรวมพบว่า ตลอดกระบวนการจัดทำผังเมืองหลายปี มีประชาชนเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นเพียงส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกรุงเทพมหานคร ขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่ทราบว่าบ้านและที่ดินของตนอยู่ในแนวถนนที่อาจถูกเวนคืน หรือพื้นที่รอบบ้านอาจเปลี่ยนไปเป็นอาคารสูง อาคารพาณิชย์ และกิจการประเภทอื่น

ก้องศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ร่างผังเมืองกำหนดแนวถนน 96 สาย คลอง 23 สาย และอุโมงค์ระบายน้ำ 7 แนว แต่ยังขาดการสื่อสารรายละเอียดผลกระทบรายพื้นที่ให้ประชาชนเข้าใจอย่างเพียงพอ รวมถึงการเปลี่ยนข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์และคุณภาพชีวิตของผู้ที่อาศัยอยู่เดิม

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่าการลดพื้นที่รับน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมในร่างผังเมืองฉบับใหม่ อาจทำให้กรุงเทพมหานครสูญเสียพื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบบริหารจัดการน้ำระดับเมือง

เปิดช่องทุนอสังหาฯ ได้ประโยชน์ แต่ประชาชนแบกรับต้นทุนน้ำท่วม

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนสีผังเมืองว่า การปรับประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการพัฒนา ไปเป็นพื้นที่ที่สามารถก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้มากขึ้น ย่อมทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจสร้างผลประโยชน์จำนวนมหาศาลแก่ผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะการลงทุนระบบระบายน้ำ การขุดคลอง การสร้างอุโมงค์ และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม กลับอาจตกเป็นภาระของภาครัฐและประชาชน

การดำเนินการดังกล่าว ตอกย้ำแนวคิด “Privatize Profit, Socialize Cost” หรือการให้เอกชนรับผลกำไร แต่ผลักภาระต้นทุนให้สังคม โดยตั้งคำถามว่าหากผู้ประกอบการได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นเพราะการเปลี่ยนสีผังเมือง เหตุใดจึงไม่มีมาตรการให้นำส่วนหนึ่งของผลประโยชน์ดังกล่าวกลับมาพัฒนาระบบคูคลอง พื้นที่สาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วม

ขณะที่อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าววิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการน้ำของ กทม. ว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้เกิดจากปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนข้อจำกัดด้านการบริหารโครงการและการเชื่อมโยงระบบระบายน้ำ โดยยกตัวอย่างบึงหนองบอน ซึ่งมีศักยภาพกักเก็บน้ำประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ระบบคลองและโครงการที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ควร

นอกจากนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการยกเลิกบึงรับน้ำคลองคู้บอนและบางชัน ซึ่งเป็นแก้มลิงตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยเห็นว่าร่างผังเมืองฉบับใหม่ให้ความสำคัญกับการขยายพื้นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากกว่าการรักษาพื้นที่รองรับน้ำ พร้อมเสนอให้ กทม. พิจารณามาตรการจูงใจด้านภาษีเพื่อให้เอกชนนำพื้นที่ว่างหรือพื้นที่รกร้างมาใช้เป็นบึงรับน้ำร่วมกัน

นักวิชาการเตือน ผังเมืองไม่สอดคล้องระบบน้ำ เพิ่มความเสี่ยง กทม. จมนาน

รศ.ศิวพงศ์ ทองเจือ นายกสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของร่างผังเมืองรวม กทม. คือการวางผังเมืองที่ยังขาดความเชื่อมโยงกับผังน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งที่พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 กำหนดให้การวางผังเมืองต้องคำนึงถึงระบบน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างสอดคล้องกัน โดยเฉพาะการรักษาทางน้ำหลากและพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ ไม่ใช่มุ่งขยายพื้นที่พัฒนาเมืองแล้วใช้โครงการขุดคลองหรือก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเป็นมาตรการแก้ไขภายหลัง

นอกจากนี้ การจัดทำผังเมืองควรเริ่มจากระดับเขตและชุมชน เพื่อให้เห็นสภาพพื้นที่จริง ทั้งระบบคูคลอง ถนน โครงสร้างพื้นฐาน และความต้องการของประชาชน ก่อนนำมาประกอบเป็นผังเมืองรวมระดับมหานคร แต่ร่างผังเมืองฉบับปัจจุบันกลับขาดกระบวนการวางผังในระดับพื้นที่อย่างเพียงพอ ทำให้ประชาชนไม่สามารถประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนของตนเองได้อย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้ กทม. จัดทำผังระดับเขตทั้ง 50 เขต เปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง และกำหนดแผนพัฒนาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวให้ชัดเจน แทนการเร่งประกาศใช้ผังเมืองที่ยังมีข้อโต้แย้งจำนวนมาก

รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครต้องพิจารณาจากปัจจัยน้ำ 3 ส่วน ได้แก่ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และบางปะกง การวางผังเมืองจึงต้องเชื่อมโยงกับผังน้ำระดับลุ่มน้ำ ไม่สามารถพิจารณาเฉพาะระบบระบายน้ำภายในเขตกรุงเทพมหานครได้

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมช่วงวันที่ 24–26 กันยายน 2569 มีทั้งฝนตกหนักกระจายหลายพื้นที่และภาวะน้ำทะเลหนุน ขณะที่ระบบระบายน้ำในบางพื้นที่มีข้อจำกัดจากท่อเก่า ท่ออุดตัน และการพึ่งพาสถานีสูบน้ำเป็นหลัก ทำให้บางพื้นที่ต้องเผชิญน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

รศ.ดร.สิตางศุ์ ตั้งข้อสังเกตว่า การลดพื้นที่สีเขียวลายทแยงและเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัยในร่างผังเมืองใหม่ อาจเพิ่มจำนวนประชาชนและทรัพย์สินที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยเฉพาะบริเวณลาดปลาเค้า คู้บอน และมีนบุรี ขณะที่โครงการฟลัดเวย์และระบบระบายน้ำทดแทนหลายโครงการยังไม่มีหลักประกันว่าจะเกิดขึ้นจริงและสามารถรองรับน้ำได้ตามเป้าหมาย

ดังนั้น ก่อนเดินหน้าประกาศใช้ผังเมืองใหม่ กทม. ควรทบทวนแบบจำลองน้ำท่วมให้ครอบคลุมสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน รวมถึงผลกระทบจากการเพิ่มพื้นที่สิ่งปลูกสร้างและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อประเมินว่าร่างผังเมืองฉบับนี้จะเพิ่มความเปราะบางของกรุงเทพมหานครต่อภัยน้ำท่วมหรือไม่

สภาผู้บริโภคและภาคีประชาชนยืนยันว่า การพัฒนาเมืองต้องไม่แลกกับการสูญเสียพื้นที่รับน้ำ ความปลอดภัย และสิทธิในที่อยู่อาศัยของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ กทม. ยุติร่างผังเมืองรวมฉบับปัจจุบัน เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้ตรวจสอบ และเริ่มกระบวนการจัดทำผังเมืองใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้กรุงเทพมหานครสามารถรับมือกับภัยน้ำท่วมและเติบโตได้อย่างยั่งยืน