Ribbon

จี้รัฐเปิดข้อมูล ก่อนเดินหน้า ทางด่วน 2 ชั้น

โครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 หรือทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) บนทางพิเศษศรีรัช กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังผู้บริหารบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยผู้บริหาร BEM ระบุในเวทีนักลงทุนว่า โครงการผ่านกระบวนการสำคัญหลายส่วนแล้ว และยังมั่นใจว่าจะลงนามได้ภายในปีนี้ อย่างไรก็ดี ในมุมของรัฐ โครงการยังต้องผ่านการพิจารณาและพิสูจน์ความคุ้มค่าอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ สภาผู้บริโภคเดินหน้าคัดค้านทางด่วน 2 ชั้น ไม่ช่วยแก้รถติด กลับเพิ่มมลพิษ เสนอให้รัฐประเมินต้นทุนค่าเสียโอกาสของการขยายสัมปทานราว 35,000 ล้านบาท และเปรียบเทียบกับทางเลือกการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะ

พงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล ประธานกรรมการบริหารของ BEM ได้จัดประชุมชี้แจงต่อนักลงทุนว่า โครงการทางด่วนสองชั้น ได้ผ่านกระบวนการที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว การอนุมัติจาก ครม.หมายความว่าโครงการนี้สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นายพงษ์สฤษดิ์ ยังคงมั่นใจว่าโครงการนี้จะสามารถลงนามมอบสัมปทานให้แก่ BEM ได้ภายในปีนี้

ก่อนหน้านี้ BEM ได้เปิดเผยแผนการดำเนินโครงการทางด่วน 2 ชั้น ช่วงงามวงศ์วาน – พระราม 9 ภายใต้เงื่อนไขการขยายอายุสัมปทานทางพิเศษให้แก่ BEM ออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน เพื่อแลกกับการลงทุนก่อสร้างโครงการดังกล่าว มูลค่าประมาณ 35,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) ได้คัดค้านการขยายสัมปทานให้เอกชนเพื่อแลกกับการก่อสร้างโครงการทางด่วน 2 ชั้น เพราะเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ทั้งการปิดช่องจราจรเพื่อก่อสร้าง และการเวนคืนที่ดินใจกลางเมือง ที่สำคัญโครงการดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหารถติดได้จริง และยังมีความเสี่ยงจากการก่อสร้างและโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา รัฐควรเปิดเผยผลประเมินความปลอดภัยของโครงสร้างและมาตรการลดความเสี่ยงอย่างชัดเจน

ย้ำจุดยืนค้าน ทางด่วน 2 ชั้น

จี้รัฐเปิดข้อมูล ก่อนเดินหน้า ทางด่วน 2 ชั้น

อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคยังคงยืนยันจุดยืนคัดค้านโครงการทางด่วน 2 ชั้น และเห็นว่ารัฐควรเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส รวมถึงทบทวนความจำเป็นและความคุ้มค่าของโครงการอย่างรอบด้าน แม้ภาครัฐจะไม่ได้ใช้งบประมาณโดยตรง แต่เป็นการให้เอกชนลงทุนก่อสร้างมูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท แลกกับการขยายอายุสัมปทานทางด่วนออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่

แม้โครงการนี้อาจไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่การขยายสัมปทานเป็นการใช้ทรัพยากรสาธารณะและรายได้ในอนาคตของรัฐ จึงต้องเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นอย่างรอบด้าน มากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่อาจกระตุ้นให้เกิดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น

“มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากหลายประเทศว่า การสร้างถนนหรือทางด่วนเพิ่มไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการจราจรในระยะยาว เป้าหมายของการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ไม่ใช่การสร้างถนนเพื่อรองรับรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่คือการสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คนสามารถลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวได้ การลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะจะสร้างประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้าง ลดความเหลื่อมล้ำ ลดมลพิษ และแก้ปัญหาการจราจรได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการเพิ่มทางด่วนอีกหนึ่งเส้นทาง” อดิศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจะติดตามการพิจารณาของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมผลักดันให้มีการเปิดเผยรายละเอียดสัญญา ผลการศึกษาความคุ้มค่า และการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างเป็นธรรม เพื่อให้การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการทางด่วน 2 ชั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะสูงสุด ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางกลุ่มเท่านั้น


ส่อง 4 หุ้นรับ ครม.ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้า โบรกชู BEM เด่นสุด ลุ้นกำไรปี 70 โต 13%

ประชาชน – ฝ่ายการเมือง จี้ยุติทางด่วน 2 ชั้น ทำรัฐสูญรายได้ 1.7 แสนล้าน