Ribbon

อย่าให้ แผน PDP 2026 สำเร็จบนแผ่นกระดาษ ลดค่าไฟ ความมั่นคง เน็ตซีโร่ ต้องเป็นจริง

Getting your Trinity Audio player ready...

สภาผู้บริโภคหารือ รมว.พลังงาน เสนอปรับ PDP 2026 ให้ตอบ 3 โจทย์ ค่าไฟเหมาะสม ระบบไฟฟ้ามั่นคง และคำนึงสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ค้านเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์ หนุนใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก

วันที่ 29 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภค นำโดย บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค พร้อมอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะฯ ผู้แทนจั๊สท์พาว (JustPow) เข้าหารือกับ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรื่องแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2569 หรือ PDP (Power Development Plan) 2026 ที่กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงภายหลังการรับฟังความคิดเห็น โดยมีข้อห่วงกังวลหลัก 3 เรื่อง ได้แก่ ประเด็นเรื่องราคา ความมั่นคงยั่งยืนทางพลังงาน และการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) ซึ่งไม่ใช่พิจารณาเพียงการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า แต่ต้องพิจารณาต้นทุนและทางเลือกด้านพลังงานทั้งหมดควบคู่กัน

เสนอทบทวนการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ประเด็นสำคัญ คือ ร่าง PDP 2026 ที่กำหนดให้มีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 9,100 เมกะวัตต์ในช่วง 10 ปีแรกของแผน ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยยังมีโรงไฟฟ้าหลายแห่งที่ไม่มีการเดินเครื่องหรือแทบไม่มีการเดินเครื่อง แต่รัฐบาลยังคงต้องค่าจ่ายเงินให้ผ่านค่าความพร้อมจ่าย ซึ่งส่งผลให้ประชาชนต้องรับภาระค่าไฟแพง ยิ่งไปกว่านั้น หากมีการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าก็จะยิ่งต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาที่สูงเนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG: Liquefied Natural Gas) ที่นำเข้ามาใช้ในการผลิตไฟฟ้ามีราคาสูง

รศ.ดร.ชาลี กล่าวอีกว่า ในการหารือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ชี้แจงว่า การเพิ่มกำลังผลิตดังกล่าวมีการปลดโรงไฟฟ้าบางส่วนออกจากระบบ และโรงไฟฟ้าใหม่จะเป็นโรงไฟฟ้าของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหลัก โดยมีสัดส่วนมากกว่า 80% รวมถึงสอดคล้องกับแผนการใช้ก๊าซของประเทศที่ต้องการลดการนำเข้า LNG แบบซื้อขายเฉพาะหน้า ซึ่งช่วยคลายความกังวลของสภาผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคเสนอให้ ทบทวนโรงไฟฟ้าเดิมที่มีกำหนดปลดออกจากระบบ ว่าโรงใดสามารถคงไว้หรือขยายระยะเวลาการใช้งานได้ เพื่อนำมาใช้เป็นกำลังผลิตสำรอง แทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจช่วยลดจำนวนโรงไฟฟ้าใหม่ที่ต้องเพิ่มในระบบ โดยรัฐมนตรีรับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณา

ลดพึ่งพาก๊าซ หนุนใช้พลังงานหมุนเวียน และพลังานความร้อนใต้พิภพ

นอกจากประเด็นเรื่องโรงไฟฟ้า รศ.ดร.ชาลี ระบุว่า สภาผู้บริโภคเสนอให้ลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซลง โดยมอบหมายให้ กฟผ. เพิ่มการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น เช่น โซลาร์ลอยน้ำร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อทำให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ หรือที่เรียกว่า พลังงานแบบ Firm Power ซึ่งจะสามารถทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซได้มากขึ้น ซึ่งข้อเสนอนี้มีความสำคัญทั้งต่อการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนระบบไฟฟ้าในระยะยาว

ขณะที่รสนา กล่าวว่าประเทศไทยควรเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น ไม่ต่ำกว่า 50% ภายในปี 2578 (ค.ศ. 2035) และไม่ต่ำกว่า 70% ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวควรสอดคล้องกับการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติซึ่งประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า และมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง โดยมีงานวิจัยประเมินว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูงถึง 300,000 เมกะวัตต์ จึงควรนำศักยภาพดังกล่าวมาใช้ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

รสนากล่าวอีกว่า นอกจากการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนแล้ว ควรเพิ่มทางเลือกด้านเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะ พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) ซึ่งคณะกรรมการจัดทำ PDP มีการพิจารณาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาเป็นทางเลือกในแผนอย่างเต็มที่ และเสนอให้ยกเลิกการนำ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) มาเป็นทางเลือกหลัก เนื่องจากยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และมีประเด็นความเสี่ยงด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อมที่ต้องพิจารณา

เลือกพลังงานต้องดูต้นทุนจริง เพื่อไม่ผลักภาระค่าไฟให้ประชาชน

นอกจากนี้ รสนา ยังให้ข้อมูลว่า การจัดทำ PDP ในอดีตมีหลักการสำคัญคือการเลือกแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนต่ำก่อน แต่ยังไม่ปรากฎในแผน PDP 2026 จึงเสนอว่าควรกลับมาให้ความสำคัญกับหลักการดังกล่าว โดยนำ ต้นทุนที่แท้จริงของพลังงานแต่ละประเภทมาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค

รสนา ยกตัวอย่างว่า การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมีต้นทุนด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) ขณะที่การคำนวณต้นทุนของพลังงานบางประเภท เช่น พลังงานหมุนเวียน อาจมีการนำต้นทุนดังกล่าวมารวมในการเปรียบเทียบด้วย จึงควรทบทวนวิธีการคำนวณให้สามารถสะท้อนต้นทุนจริงของแต่ละเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

“ควรยึดหลักในเรื่องของการเลือกต้นทุนพลังงานที่ถูกที่สุด เพื่อที่จะทำให้เราสามารถกลับมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น แดด ลม มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่” รสนา กล่าว

ทั้งนี้ การเลือกแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนเหมาะสมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโครงสร้างระบบไฟฟ้า แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่าย ดังนั้น การวางแผนกำลังผลิตจึงควรพิจารณาทั้งต้นทุนการผลิต การลงทุน และความเสี่ยงจากราคาพลังงานนำเข้า เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนตกกับผู้บริโภคในระยะยาว

ตั้งคณะทำงานร่วม ขับเคลื่อนสู่ “ก๊าซเรื่อนกระจกเป็นศูนย์”

สำหรับประเด็นเรื่อง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) มีการหารือเรื่องตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากข้อมูลที่คณะกรรมการจัดทำ PDP นำเสนอ มีความแตกต่างจากการประเมินของนักวิชาการอิสระ เช่น ทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.ดร.ชาลี จึงเสนอให้มีการจัดตั้ง คณะทำงานร่วมเพื่อพิสูจน์ตัวเลขและแบบจำลองการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ว่าแผน PDP 2026 สามารถบรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้ได้จริงหรือไม่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอให้มีการนำแบบจำลองจากแหล่งอื่นมาเปรียบเทียบ และจะเริ่มทำงานร่วมกันในสัปดาห์หน้า

รสนา กล่าวว่า หากประเทศไทยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนเป็น Net-zero ในปี 2050 แผน PDP จะต้องมีสมมติฐานและตัวเลขที่พิสูจน์ได้ว่าเดินไปถึงเป้าหมายดังกล่าวจริง ไม่ใช่เพียงกำหนดเป้าหมายไว้ในเอกสาร แต่ระบบไฟฟ้ายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง

“การกำหนดแผน PDP ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ใน 3 มิติ ทั้งเรื่องราคา ความยั่งยืน และความมั่นคง” รสนา กล่าว