
เหตุสะเทือนใจ เมื่อพยาบาลเสียชีวิตกลางเวรดึก สะท้อนระบบ สาธารณสุขวิกฤต บุคลากรแบกรับภาระงานเกินขีดความสามารถ ขณะที่ผู้ป่วยรอการรักษานาน สภาผู้บริโภค เสนอแก้ปัญหาเชิงระบบ ใช้เทคโนโลยีช่วย เพิ่มความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการ
เหตุการณ์ความสูญเสียพยาบาลสาววัย 30 ปี ที่เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะเข้าเวรดึก เป็นภาพสะท้อน สาธารณสุขวิกฤต ที่บุคลากรทางการแพทย์ มี “ภาระงานล้นมือ” สวนทางกับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการรายหนึ่งที่โพสต์ระบายความลำบากในการใช้บริการโรงพยาบาล หลังต้องจัดการเอกสารและรอตรวจนานกว่า 2 ชั่วโมง ทั้งที่มีอาการป่วยหนักหนาวสั่นจนแทบเดินไม่ไหว สภาผู้บริโภคเสนอทางแก้เชิงโครงสร้าง ทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ ใช้เทคโนโลยี เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม
ผู้ป่วย–บุคลากร ติดกับดักระบบ
นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค ระบุว่า บริการสาธารณสุขของรัฐมี “สองหน้า” เสมอ คือด้านของผู้ป่วยที่คาดหวังการดูแลอย่างรวดเร็ว มีคุณภาพ และเป็นธรรม กับด้านของผู้ให้บริการที่ต้องทำงานหนัก ภายใต้ข้อจำกัดของระบบ บุคลากร และงบประมาณ ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างสองมุมมองนี้
หนึ่งในปัญหาที่เห็นได้ชัดคือ “การรอคอยที่ยาวนาน” ซึ่งมักกลายเป็นชนวนความตึงเครียดระหว่างผู้ป่วยกับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในระบบจัดคิวที่ยังพึ่งพาคนเป็นหลัก ทำให้ผู้ป่วยเกิดความไม่มั่นใจในความเป็นธรรมของผู้ให้บริการ เกิดข้อสงสัยเรื่องการแซงคิวหรือความลำเอียง จนนำไปสู่ความไม่พอใจและความขัดแย้ง
ขณะเดียวกัน กรณีพยาบาลเสียชีวิต สะท้อนปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญกับภาระงานที่เกินขีดจำกัด จากปัญหาการขาดแคลนแพทย์และพยาบาล จำนวนผู้ป่วยที่ล้นระบบ และแรงกดดันจากทั้งผู้ป่วย ญาติ รวมถึงโครงสร้างการบริหาร ความเครียดที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ชงใช้เทคโนโลยี สร้างความเป็นธรรมเข้าถึงบริการ
นพ.ขวัญประชา เสนอว่า การนำเทคโนโลยีและการจัดการระบบเข้ามาใช้ สามารถช่วยลดแรงเสียดทานในระบบบริการสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นระบบคิวดิจิทัลที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ คล้ายระบบของภาคธนาคาร เพื่อลดข้อครหาความไม่เป็นธรรมของการให้บริการ
รวมถึงการขยายบริการทางการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อคัดกรองอาการเบื้องต้น ลดจำนวนผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางมารอที่โรงพยาบาล และการพัฒนาระบบสื่อสารให้มีเจ้าหน้าที่อธิบายเหตุผลของการรอคอยอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความตึงเครียด และลดความรู้สึกด้อยค่าของผู้ป่วย
ควบคู่กับการปรับปรุงเชิงโครงสร้าง เช่น การเสริมบทบาทหน่วยบริการปฐมภูมิใกล้บ้าน การเปิดบริการนอกเวลาราชการ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รวมถึงการดูแลภาระงานและคุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ระบบสามารถเดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
“เทคโนโลยีคือกุญแจ” ปฏิรูประบบสุขภาพไทย
จากเวทีสภาผู้บริโภคพบพรรคการเมือง ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 พบว่า ทุกพรรคสะท้อนภาพรวมไปในทิศทางเดียวกันว่า “เทคโนโลยี” คือหัวใจสำคัญในการแก้วิกฤตสาธารณสุขไทย ทั้งความแออัด ความล่าช้า และภาระของผู้ป่วย ข้อเสนอสำคัญคือการนำระบบดิจิทัลและเอไอ มาจัดการข้อมูลสุขภาพแบบครบวงจร เชื่อมโยงประวัติการรักษาเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางบนระบบคลาวด์ (Cloud System) เพื่อให้ประชาชนเข้ารับบริการได้ทุกที่โดยไม่ต้องพกเอกสาร ลดการเดินทางซ้ำซ้อน และตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
อีกทั้งการผลักดันบริการการแพทย์ทางไกล ให้เป็นกลไกหลักในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ป่วยด้านสุขภาพจิต เพื่อเพิ่มความต่อเนื่องในการรักษา ลดภาระโรงพยาบาล พร้อมข้อเสนอระบบจองคิวล่วงหน้า การส่งต่อผู้ป่วยแบบไร้รอยต่อ และการใช้เอไอ ช่วยประเมินอาการเบื้องต้นสำหรับโรคไม่ร้ายแรง
ปฏิรูป 3 กองทุนสุขภาพ ลดเหลื่อมล้ำ
นอกจากนี้ อีกประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง คือการปฏิรูประบบบริการสุขภาพภายใต้ 3 กองทุนหลัก ได้แก่ บัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการรักษา ซึ่งทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียม แม้จะป่วยด้วยโรคเดียวกัน โดยเป็นหนึ่งในข้อเสนอหลักของสภาผู้บริโภค ที่ชี้ว่าความแตกต่างของแต่ละกองทุนส่งผลให้การเข้าถึงการรักษาไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะผู้ประกันตนที่ต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน แต่กลับได้รับสิทธิน้อยกว่า
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สภาผู้บริโภคเสนอให้รัฐจัดสรรงบประมาณเข้าสู่กองทุนสุขภาพทั้งสามสิทธิอย่างเป็นธรรม ควบคู่กับการกำกับเพดานค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน ทั้งค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมเหตุสมผล และคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยอย่างแท้จริง
แนวคิดสำคัญที่พรรคการเมืองได้นำเสนอ คือการเชื่อมโยงและปรับโครงสร้างกองทุน ให้มีชุดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียม ลดช่องว่างของมาตรฐานการรักษา พร้อมกำหนดกลไกกลางในการบริหารการจ่ายเงิน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของระบบ และมีข้อเสนอยกระดับสิทธิด้านสุขภาพให้เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน” ขณะเดียวกันก็พัฒนาระบบสิทธิอื่นให้มีความชัดเจน เพื่อลดความรู้สึกเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ถือสิทธิ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



