| Getting your Trinity Audio player ready... |

เวทีสภาผู้บริโภคพบพรรคการเมือง ทุกพรรคเห็นพ้องเร่งปฏิรูป “การศึกษา–อาหาร–สุขภาพ” ทำให้เรียนฟรีต้องฟรีจริง หนุนแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ.อาหาร เชื่อม 3 กองทุนสุขภาพ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
สภาผู้บริโภคจัดเวทีพบพรรคการเมือง เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนนโยบาย ด้านคุณภาพชีวิตคนไทย ครอบคลุมประเด็นด้านการศึกษา อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมถึงระบบบริการสุขภาพ สร้างความมั่นคงให้ผู้บริโภคทุกช่วงวัย ทุกพรรคต่างเห็นพ้องข้อเสนอสภาผู้บริโภค ย้ำเรียนฟรีต้องฟรีจริง เร่งแก้ไขพ.ร.บ.การศึกษา อาหาร
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัญหาด้านการศึกษาไทย เป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงคำประกาศเชิงนโยบาย ทั้งเรื่อง “เรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ” การกระจายทรัพยากรไปยังโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนการเร่งเดินหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่
ที่ผ่านมา แม้ทุกพรรคการเมืองจะชูนโยบายเรียนฟรีในช่วงหาเสียง แต่ในทางปฏิบัติผู้ปกครองจำนวนมากยังคงต้องจ่ายเงินสมทบให้โรงเรียน สาเหตุสำคัญมาจากประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2554 ที่เปิดช่องให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในบางหมวด สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ทบทวนหรือยกเลิกประกาศดังกล่าว เพื่อขจัดอุปสรรคที่ทำให้เด็กบางกลุ่มเข้าไม่ถึงสิทธิการศึกษาอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณและระดมทรัพยากรอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกับโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อให้เรียนฟรีต้องฟรีจริง ตามนโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี” เป็นหลักประกันที่เกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน ไม่ใช่เพียงนโยบายที่อยู่บนกระดาษ
พร้อมกันนี้ ผศ.อรรถพล ตั้งข้อสังเกตว่า นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา ประเทศไทยยังไม่สามารถมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีร่างกฎหมายค้างอยู่ถึง 7 ร่าง จึงอยากเห็นความชัดเจนจากพรรคการเมืองว่า จะเดินหน้าอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการนำร่างเดิมปี 2542 มาปรับปรุง การสังเคราะห์ร่างทั้ง 7 ฉบับร่วมกัน หรือการเริ่มต้นใหม่ด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะอย่างแท้จริง
ปฏิรูปการศึกษา “ธนูดอกแรก” พรรคไทยก้าวใหม่
นโยบายการศึกษาของพรรคไทยก้าวใหม่นับว่าเป็นธนูดอกแรก ใน“การสร้างทุนมนุษย์” เป็นนโยบายหลักของพรรค โดยมุ่งขยับการลงทุนจากการสร้างอาคาร ไปสู่การลงทุนกับคนและการเรียนการสอนโดยตรง ตั้งแต่การผลักดันเรียนฟรียาวถึงระดับปริญญาเอก การวางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นฐานความรู้ของเด็กทุกคน ไปจนถึงสวัสดิการอาหารเช้าฟรีและปลอดภัยสำหรับเด็กประถม เพื่อเสริมพัฒนาการสมองในช่วงวัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน พรรคเสนอ “คืนครูสู่ห้องเรียน” ลดภาระงานนอกการสอน เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่หลักอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมปรับระบบการศึกษาให้เชื่อมโยงกับอาชีพและเทคโนโลยีแห่งอนาคต เปิดโอกาสให้เด็กไทยก้าวไปสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงแรงงานหรือผู้ใช้งานในระบบเดิม
ทั้งหมดนี้จะเดินหน้าไปพร้อมกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ผ่านการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้การบริหารงบประมาณและหลักสูตรมีประสิทธิภาพ พรรคไทยก้าวใหม่จึงนิยามการปฏิรูปการศึกษาแบบ “มืออาชีพ” ที่วัดผลจากคุณภาพคน และความสามารถในการแข่งขันในโลกนวัตกรรม มากกว่าการขยายระบบด้วยต้นทุนเดิม ๆ
พรรคภูมิใจไทย ใช้ดิจิทัลทลายกำแพงการศึกษา
นโยบายการศึกษาของพรรคภูมิใจไทย วางเป้าหมายชัดในการลดภาระค่าใช้จ่ายและขยายโอกาสการเรียนรู้ ภายใต้สโลแกน “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา” โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก ทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ที่ไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ต และระบบ “ธนาคารหน่วยกิต” เปิดทางให้ประชาชนทุกช่วงวัยสะสมหน่วยกิตเพื่อนำไปเทียบวุฒิหรือปริญญาได้ในอนาคต
ควบคู่กับการลดภาระทางการเงินของผู้เรียน ตั้งแต่การผลักดันดอกเบี้ยกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นศูนย์ ยกเลิกเบี้ยปรับ ไปจนถึงการอุดหนุนค่าใช้จ่ายแฝงของเด็กในพื้นที่ห่างไกล เช่น ค่าหอพัก ค่าเดินทาง และค่าสมัครสอบ เพื่อไม่ให้ฐานะทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดโอกาสทางการศึกษา
ในเชิงโครงสร้าง พรรคภูมิใจไทยเสนอ “คืนครูสู่ห้องเรียน” ลดงานที่ไม่จำเป็น เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารบุคลากร พร้อมผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้ทันสมัยและตอบโจทย์โลกปัจจุบัน ภาพรวมของนโยบายจึงมุ่งผสานการลดต้นทุนชีวิตกับการเพิ่มโอกาสผ่านดิจิทัล เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างอาชีพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกกลุ่ม
พรรคประชาชนชู “เรียนฟรีจริง 80%”
นโยบายการศึกษาของพรรคประชาชนตั้งเป้าทำให้เรียนฟรี เกิดขึ้นได้จริง ผ่านการจัดสรรงบประมาณใหม่และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา โดยวางเป้าหมายให้โรงเรียนต้องจัดให้เรียนฟรีจริงครอบคลุมอย่างน้อย 80% ของประเทศ ภายใน 4 ปี ด้วยการอัดงบสนับสนุนโรงเรียนที่ไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ปกครอง ขณะเดียวกัน โรงเรียนอีก 20% ที่มีค่าใช้จ่ายสูงจะถูกกำกับไม่ให้เก็บเกินความจำเป็น และต้องจัดสรรที่นั่งสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนฟรี
รวมทั้งพรรคเสนอการอุดหนุนตรงถึงตัวเด็กเพื่อลดค่าใช้จ่ายแอบแฝงของครอบครัว ทั้งงบอาหาร ค่าเดินทางไปโรงเรียน และคูปองการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กสามารถเลือกพัฒนาทักษะตามความสนใจ นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาศักยภาพครูผ่านคูปองฝึกทักษะ (Reskill/Upskill) และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยลดภาระงานและสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน
ในมิติความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ พรรคประชาชนมุ่งกระจายแหล่งเรียนรู้จากเมืองสู่ชนบท ตั้งเป้าสร้างแหล่งเรียนรู้ถาวรในทุกอำเภอ พร้อมพัฒนาระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ (National Learning Platform) เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ พร้อมเร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 100 วันแรกหากได้เป็นรัฐบาล เพื่อวางรากฐานการศึกษาที่เป็นธรรม โปร่งใส และเท่าทันโลกอนาคต
พรรคเพื่อไทยชู “เรียนได้งบ จบได้งาน” ปั้นทักษะสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
นโยบายการศึกษาของพรรคเพื่อไทยมุ่งทำให้ “เรียนฟรีต้องฟรีจริง” ด้วยการจัดการค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่ยังเป็นภาระของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องแบบ ค่าเดินทาง หรืออุปกรณ์การเรียน ควบคู่กับโครงการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Thailand Zero Dropout) ที่ตั้งเป้าดึงเด็กหลุดระบบและกลุ่มเสี่ยงกลับเข้าสู่การศึกษา ผ่านการสนับสนุนทางการเงินและทุนการศึกษา เพื่อไม่ให้ความยากจนเป็นเหตุให้เด็กต้องทิ้งอนาคต
ขณะเดียวกัน พรรคเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” สนับสนุนงบเรียนรู้ 3,000 บาท ให้ผู้เรียนเลือกพัฒนาทักษะที่ต้องการ และมอบเงิน 7,000 บาทเมื่อเรียนจบ เพื่อลดภาระรายได้ที่หายไป พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มจับคู่ทักษะกับตลาดงาน เชื่อมผู้เรียนกับนายจ้างอย่างตรงจุด ตั้งเป้าครอบคลุมถึง 1 ล้านคนต่อปี
ในเชิงโครงสร้าง พรรคเพื่อไทยผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ลดภาระครู พัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ภายใต้วิสัยทัศน์ใช้การศึกษาและเทคโนโลยีเป็นฐานขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ตามสโลแกน “สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน
พรรคประชาธิปัตย์ชู เรียนฟรีต้องฟรีจริง “ไทยหายจนด้วยคนทำเป็น”
นโยบายการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์วางเป้าสร้างคุณภาพคนเพื่อลดความยากจนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการแก้ปัญหา “จนปัญญา” ผ่านแคมเปญ “ไทยหายจนด้วยคนทำเป็น” พร้อมย้ำแนวคิด “เรียนฟรีต้องฟรีจริง” ตัดค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่เป็นภาระครอบครัว ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร และกิจกรรมพื้นฐาน ครอบคลุมตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะ
ในเชิงระบบ พรรคเสนอการปฏิรูปหลักสูตรให้ยืดหยุ่น เชื่อมโยงบริบทท้องถิ่น และเปิดทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านระบบสะสมคะแนนหรือหน่วยกิตการเรียนรู้ระดับชาติ ที่สามารถเทียบโอนจากการเรียนในและนอกระบบ รวมถึงการฝึกทักษะใหม่ เพื่อให้การศึกษาไม่หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน และตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
พรรคประชาธิปัตย์ยังได้ผลักดันแนวคิด “เรียนแล้วต้องมีงานทำ” ด้วยการดึงภาคแรงงานและอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดหลักสูตร เสริมทักษะภาษาอังกฤษ และนำเทคโนโลยีเอไอ มาช่วยพัฒนาการเรียนการสอน ภาพรวมจึงมุ่งแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำเรื่องความเหลื่อมล้ำ ไปจนถึงปลายน้ำของการสร้างทักษะภาษาและอาชีพที่ใช้ได้จริงในโลกปัจจุบัน
กฎหมายอาหารล้าสมัย-ความเหลื่อมล้ำสาธารณสุข
นอกจากนี้ ในเวทีสภาผู้บริโภคพบพรรคการเมือง ในประเด็นนโยบายด้านคุณภาพชีวิต ยังมีด้านบริการสุขภาพ และ อาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่สภาผู้บริโภคได้ผลักดันนโยบายถึงพรรคการเมือง สำหรับด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยเฉพาะปัญหากฎหมายอาหารที่ล้าสมัย พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ถูกใช้งานมากว่า 40 ปี ไม่ทันต่อระบบการผลิตอาหารอุตสาหกรรมยุคใหม่ กลายเป็นช่องโหว่ด้านความโปร่งใส และความล่าช้าในการตรวจสอบย้อนกลับเมื่อเกิดเหตุอาหารไม่ปลอดภัย ในอีกด้านหนึ่ง ระบบการผลิตอาหารของประเทศไทยยังพึ่งพาการเกษตรที่ใช้สารเคมีเป็นหลัก เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากยังขาดความเชื่อมั่นในตลาดอาหารปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์
สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ ปรับปรุงพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ที่ล้าสมัยให้เท่าทันรูปแบบการผลิตอาหารที่เสี่ยงกับการผลิตอาหารแบบอุตสาหกรรมยุคใหม่ และการโฆษณาออนไลน์ พร้อมทั้งสนับสนุนตลาดเกษตรอินทรีย์ในทุกจังหวัด ทุกพรรคการเมืองขานรับการปรับปรุงกฎหมายนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารไทยสู่สากล และผลักดันไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางอาหารของโลก” อย่างแท้จริง
ด้านบริการสุขภาพ โจทย์ใหญ่คือความเหลื่อมล้ำ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมี 3 กองทุนสุขภาพ (บัตรทอง, ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ) ที่มีงบประมาณและมาตรฐานสิทธิประโยชน์ต่างกัน ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ไม่เท่าเทียม สภาผู้บริโภคเสนอให้รัฐจัดสรรงบเข้ากองทุนสุขภาพทั้งสามสิทธิอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน พร้อมกันนี้เสนอให้กำกับเพดานค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน ทั้งค่ายาและค่าบริการทางการแพทย์ เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมเหตุสมผล
ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่า การปฏิรูประบบสาธารณสุขไทยต้องขับเคลื่อนผ่าน 2 กลไกหลัก คือการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และการปฏิรูประบบบริการสุขภาพภายใต้ 3 กองทุน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการรักษา โดยมุ่งเชื่อมโยงและปรับโครงสร้างกองทุนให้มีชุดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียม ลดช่องว่างของคุณภาพการรักษา พร้อมจัดตั้งกลไกกลางในการบริหารการจ่ายเงิน เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพของระบบโดยรวม
เวทีนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนความเห็น แต่คือหมุดหมายสำคัญที่สภาผู้บริโภคคาดหวังว่า ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล เสียงของผู้บริโภคจะต้องไม่ถูกลืมไว้หลังวันเลือกตั้ง แต่ต้องกลายเป็นนโยบายที่ถูกนำไปปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยทุกคน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



