Ribbon

เรียนจบต้องได้ใบจบ หยุดกักวุฒิเพราะค้างค่าเทอม ปิดกั้นอนาคตเด็ก

เรียนจบแล้วแต่ไม่ได้รับใบจบ ยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนจำนวนไม่น้อย เมื่อสถานศึกษาบางแห่งกักใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) หรือประกาศนียบัตรไว้ เนื่องจากผู้ปกครองค้างชำระค่าเทอมหรือค่าใช้จ่ายอื่น ส่งผลให้เด็กจำนวนหนึ่งสูญเสียโอกาสในการศึกษาต่อ สมัครงาน หรือประกอบอาชีพ สภาผู้บริโภคย้ำ “เรียนจบต้องได้ใบจบ” เดินหน้าผลักดันยุติการกักเอกสารการศึกษาเพราะค้างชำระค่าใช้จ่าย

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 สภาผู้บริโภคจัดแถลงข่าว “สิทธิของผู้เรียน เรียนจบต้องได้ใบจบ” เพื่อสร้างการรับรู้ ย้ำสิทธิพื้นฐานของผู้เรียน และผลักดันการแก้ไขเชิงนโยบายเพื่อยุติปัญหาการกักเอกสารสำคัญทางการศึกษาเพราะค้างชำระค่าใช้จ่าย

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การศึกษาเป็นหนึ่งในงาน 9 ด้านที่สภาผู้บริโภคขับเคลื่อน เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงอย่างเสมอภาค ไม่ควรถูกจำกัดเพียงเพราะครอบครัวไม่มีเงินชำระค่าเทอมหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าห้องเรียนพิเศษ ค่าห้องดนตรี หรือค่ากิจกรรมต่าง ๆ

“ใบจบการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญในการศึกษาต่อและการเข้าสู่ตลาดแรงงาน จึงไม่ควรปล่อยให้ปัญหาเรื่องเงินกลายเป็นอุปสรรคที่ปิดกั้นอนาคตของเด็ก” สารีกล่าว

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคมีเป้าหมายในการสร้างความเข้าใจให้ผู้ปกครองรับรู้ว่า กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่เห็นด้วยกับการกักใบจบเพื่อเรียกเก็บเงิน ทั้งนี้ หากพบกรณีสถานศึกษากักใบแสดงผลการเรียนหรือประกาศนียบัตรเพราะค้างชำระค่าใช้จ่าย สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกระทรวงศึกษาธิการ 1579 หรือผ่านเว็บไซต์ของสภาผู้บริโภค www.tcc.or.th ร่วมกันยุติการละเมิดสิทธิของผู้เรียน และผลักดันให้ปัญหานี้หมดไป

ด้าน อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สิทธิในการศึกษาได้รับการรับรองทั้งตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ดังนั้น การศึกษาจึงไม่ใช่สิทธิที่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้มา และฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวไม่ควรถูกนำมาเป็นเงื่อนไขในการจำกัดสิทธิของผู้เรียน

อรรถพลย้ำว่า สิทธิการศึกษาถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยปี 2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

ดังนั้น เมื่อผู้เรียนสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร โรงเรียนมีหน้าที่ต้องออกใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) และประกาศนียบัตรโดยไม่มีเงื่อนไข ห้ามนำเอกสารดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองหรือกักไว้เพื่อเรียกเก็บหนี้ เพราะการไม่มีใบจบอาจทำให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนต่อหรือการทำงาน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัว

“การศึกษาเป็นสิทธิ ไม่ใช่สิทธิที่ต้องซื้อเพิ่ม การสำเร็จการศึกษาและการได้รับเอกสารสำคัญทางการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้เรียนทุกคน ไม่ควรถูกจำกัดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ หรือถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการติดตามหนี้ เพราะการที่เด็กทุกคน เรียนจบและได้ใบจบ คือหลักประกันสำคัญที่จะเปิดโอกาสในการศึกษาต่อ การทำงาน และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต” อรรถพลกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับความคืบหน้าในการผลักดันเชิงนโยบาย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคได้หารือกับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกระทรวงเห็นชอบในหลักการที่จะทบทวนและปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2554 เพื่ออุดช่องว่างที่เอื้อให้เกิดการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจนกระทบต่อสิทธิของผู้เรียน

พร้อมกันนี้ สภาผู้บริโภคเห็นว่า การแก้ไขปัญหาจะต้องดำเนินควบคู่ทั้งการคุ้มครองสิทธิผู้เรียนและการสนับสนุนสถานศึกษา จึงเสนอให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการ 5 ข้อ ได้แก่

  1. ปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2554 ให้แยกสิทธิทางการศึกษาออกจากภาระหนี้สินอย่างชัดเจน
  2. เพิ่มงบประมาณอุดหนุนแก่สถานศึกษาตามความจำเป็น โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีผู้เรียนยากจนและเปราะบาง
  3. จัดตั้งกลไกหรือกองทุนระดับพื้นที่เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ
  4. กำหนดหลักเกณฑ์ อัตรา และเพดานการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายให้เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ หากมีความจำเป็นต้องเรียกเก็บ
  5. พัฒนาระบบเฝ้าระวังและช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย พร้อมคุ้มครองผู้ร้องเรียนจากการถูกเลือกปฏิบัติ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง