Ribbon

ปัญหาสแกมเมอร์ หน่วยกำกับล้มเหลว หนุนหน่วงเงิน 24 ชม.

ท่ามกลางตัวเลขความเสียหายจากภัยไซเบอร์ที่พุ่งสูงต่อเนื่อง กระทบผู้บริโภคจำนวนมาก ทำให้สูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลยังไม่สามารถหยุดยั้งอาชญากรรมรูปแบบนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สภาผู้บริโภคชวนอ่านบทสัมภาษณ์ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคประชาชน ที่ชี้ให้เห็นโครงสร้างปัญหาเชิงระบบ ทั้งกลโกงของมิจฉาชีพ และกลไกกำกับดูแลที่ยังไม่ทันต่อสถานการณ์

ใช้ “จิตวิทยา” เป็นอาวุธ

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคประชาชน อธิบายว่า ประเทศไทยเผชิญกับความเสียหายจากภัยไซเบอร์ คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง 316 ล้านบาทต่อวัน โดยปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้ใช้เพียงเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาหลอกลวงผู้บริโภคให้หลงเชื่อ แต่ใช้จิตวิทยาเป็นอาวุธหลัก ผ่าน 3 อารมณ์สำคัญ ได้แก่ ความกลัว ความโลภ และความหวัง สำหรับความกลัว มิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่ามีคดีความ ส่วนความโลภชักชวนลงทุน ให้ผลตอบแทนจริงในช่วงแรก และความหวังหลอกว่าหากโอนเงินก้อนสุดท้าย จะได้เงินคืนทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังใช้การสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือที่เรียกว่า โรแมนซ์สแกม (Romance Scam) ทำให้เหยื่อเชื่อใจว่าเป็นเพื่อนหรือคนรัก ก่อนชักนำให้โอนเงินอย่างต่อเนื่องจนหมดตัว

ข้อมูลรั่วคือจุดอันตราย

วิโรจน์เล่าว่า ตนเองเคยเกือบตกเป็นเหยื่อ หลังถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่โรงแรม ติดต่อโดยมีข้อมูล เลขการจองที่ถูกต้อง แต่เมื่อตรวจสอบชื่อบัญชีปลายทางพบว่าไม่ตรงกับชื่อโรงแรม จึงหยุดการโอนเงินไว้ได้ทัน เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจมาจากการซื้อขายข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย และตอกย้ำว่าหากผู้บริโภคไม่ตรวจสอบซ้ำ ความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้ทันที

นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญอีกส่วนหนึ่งมาจากหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉพาะกรณีการจัดการซิมการ์ดของกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับมิจฉาชีพ ที่ถึงแม้จะมีการกว้างล้างซิมม้าและจับกุมผู้กระทำผิด แต่มิจฉาชีพก็ยังสามารถซื้อซิมใหม่ได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ควรมีมาตรการล็อกซิมทั้งหมดที่ผูกกับบัตรประชาชนของมิจฉาชีพ และจำกัดการซื้อซิมใหม่เพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำ

ความสะดวกต้องมาพร้อมความปลอดภัย

วิโรจน์ เสนอให้ ธปท. เร่งใช้มาตรการหน่วงโอนเงิน 24 ชั่วโมง สำหรับยอดเกิน 10,000 บาท ซึ่งหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ใช้ได้ผลจริง แม้ธนาคารไทยจะอ้างข้อจำกัดทางเทคนิค แต่วิโรจน์ยืนยันว่าในทางวิศวกรรมสามารถดำเนินการได้

“ประเทศไทยมีระบบโอนเงินที่สะดวกมาก แต่ยังไม่ปลอดภัย นี่คือภาพสะท้อนของระบบที่ด้อยประสิทธิภาพ” วิโรจน์ กล่าว

ความรับผิดชอบร่วมที่ยังไม่เกิดจริง

นอกจากนี้ วิโรจน์ยังกล่าวถึงเรื่อง “ความรับผิดชอบร่วม (Joint Liability)” ซึ่งควรผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ โดยมาตรา 8/10 ของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 กำหนดเรื่องความรับผิดชอบร่วมของธนาคารและผู้ให้บริการโทรคมนาคม หากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย แต่ในทางปฏิบัติเมื่อเกิดความเสียหายผู้บริโภคยังต้องฟ้องร้องด้วยตนเอง ทั้งที่หลายคนสูญเสียทรัพย์สินจนไม่เหลือศักยภาพต่อสู้คดี จึงเสนอให้หน่วยงานกำกับดูแลจัดตั้งกลไกกลาง ทำหน้าที่วิเคราะห์และออกหนังสือรับรองความบกพร่องของระบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี แทนการปล่อยให้ประชาชนต่อสู้กับทีมกฎหมายของสถาบันการเงินเพียงลำพัง

ทั้งนี้ วิโรจน์ ได้เปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่กำหนดลำดับความรับผิดชอบชัดเจน โดยให้สถาบันการเงินรับผิดเป็นลำดับแรก หากพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นแนวทางที่ปกป้องผู้บริโภคได้จริง แตกต่างจากระบบของไทยในปัจจุบัน

“หากหน่วยงานกำกับดูแลไม่เอาหัวใจไปนั่งอยู่ในหัวใจของประชาชนที่เสียหาย ปัญหานี้จะไม่มีวันแก้ได้ และถึงเวลาหยุดแนวคิด ใครแพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง และไม่ปล่อยให้ประชาชนเผชิญชะตากรรมเพียงลำพังอีกต่อไป” วิโรจน์กล่าวทิ้งท้าย