
ย้อนวิกฤตโควิด ปี 64 เมื่อระบบสาธารณสุขรับไม่ไหว ทีมแพทย์ชนบทและมหาวิทยาลัยต้องลุกขึ้นช่วยชีวิตประชาชน ห่วงหมอสุภัทรถูกให้ออก ไม่ยุติธรรม
วิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2564 กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง หลังคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติเอาผิดทางวินัยร้ายแรง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย กรณีการจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 ระหว่างการตรวจคัดกรองเชิงรุกของทีมแพทย์ชนบท เมื่อปี 2564 มหาวิทยาลัยรังสิต ย้อนรอยการทำงานร่วมกับทีมแพทย์ชนบทอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยชีวิตคนในครั้งนั้น
ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะประธานปฏิบัติการศูนย์วัคซีนเพื่อประชาชนแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ในช่วงปี 2564 สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความรุนแรงอย่างมาก มหาวิทยาลัยจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่เพื่อเปิดศูนย์ช่วยเหลือประชาชน แต่ได้รับแจ้งจากหน่วยงานภาครัฐว่าไม่สามารถรองรับการดูแลประชาชนจำนวนมากได้
“มหาวิทยาลัยจึงตัดสินใจเปิดศูนย์บริการวัคซีนและศูนย์เฝ้าระวังโควิด-19 ขึ้นเอง เพื่อรองรับผู้ป่วยและผู้ที่มีความเสี่ยงที่ระบบหลักดูแลไม่ทัน โดยมีทีมอาสาสมัคร จากอาจารย์และคณะที่เกี่ยวข้องด้านการแพทย์มาร่วมทำหน้าที่ในศูนย์แห่งนี้” ดร.นเรฏฐ์ กล่าว

พอเข้าสู่เดือนสิงหาคม 2564 ซึ่งถือเป็นจุดวิกฤตที่สุดของการระบาดในครั้งนั้น ชุดตรวจโควิด (ATK) ขาดแคลนและมีราคาสูง ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงการตรวจได้ ขณะเดียวกันโรงพยาบาลของรัฐไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวนมากได้ ทีมแพทย์ชนบทนำโดย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จึงอาสาลงพื้นที่ตรวจคัดกรองเชิงรุกในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นศูนย์คัดกรองขนาดใหญ่ การเข้ามาของทีมแพทย์ชนบท ในช่วงวันที่ 10–11 สิงหาคม 2564 มีอาสาสมัครจากหลายโรงพยาบาลมาร่วมด้วย ประมาณ 50–60 คน ปฏิบัติหน้าที่ตรวจคัดกรองให้กับประชาชนได้ราว 5,000 คน และพบผู้ติดเชื้อเกือบ 400 คน หรือคิดเป็น 8%
นอกจากเข้ามาช่วยตรวจคัดกรองโควิด สิ่งสำคัญ ทีมแพทย์ชนบทได้เข้ามามอบถุงยังชีพและยาที่จำเป็นให้ผู้ป่วยทันที การได้รับยาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีส่วนช่วยลดอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ การเข้ามาของทีมแพทย์ชนบทในครั้งนั้น จึงช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมาก

ทางด้าน ผศ.ดร.สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะเลขาธิการศูนย์วัคซีนเพื่อประชาชนแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หลังจากเปิดศูนย์วัคซีนต้นเดือนมิถุนายน 2564 ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนทุกด้าน วัคซีนไม่พอ ชุดตรวจไม่พอ มีเพียงแต่บุคลากรการแพทย์ที่ใช้คำตอนนั้นว่าด่านหน้า คือทำงานชนิดใช้ชีวิตเข้าเสี่ยง เพราะเชื้อรุ่นแรกคือเดลต้า มีผู้ป่วยเสียชีวิตหลายราย ยังไม่นับที่ป่วยแล้วไม่มีเตียง ทำให้ศูนย์วัคซีนเพื่อประชาชนแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับการประสานงานมาจากทีมที่ทำงานด้านประชาสังคม กำหนดไว้ว่าถ้าไม่แยกผู้ป่วยอาการไม่มาก กับผู้ป่วยหนักจะทำให้เตียงไม่มีทางพอ
สำหรับการทำงานร่วมกับทีมแพทย์ชนบทในครั้งนั้น เป็นการทำงานหนักร่วมกันของบุคลากรหลายฝ่าย ทั้งแพทย์ เจ้าหน้าที่คัดกรอง เจ้าหน้าที่ข้อมูล และอาสาสมัครที่พร้อมเข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้คนในภาวะวิกฤต เพื่อให้การแยกผู้ป่วยหนักไปสู่ระบบโรงพยาบาล ส่วนผู้ป่วยที่อาการไม่มาก ขอให้กักตัวอยู่บ้าน แล้วทางโรงพยาบาลมหาราช ซึ่งเป็นเครือข่ายของทีมแพทย์ชนบท จะรับไปดูแลในแบบเทเลเมดิซีน (telemedicine)
“จากการที่ได้ร่วมทำงานกับทีมแพทย์ชนบท ทุกคนต้องสวมชุดป้องกันเชื้อ (PPE) ปฏิบัติงานในเต็นท์เปิดโล่งท่ามกลางอากาศร้อน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่ทุกคนต่างมุ่งมั่นทำงานด้วยจิตวิญญาณความเป็นแพทย์และความสมัครใจในการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง” ดร.สมเกียรติ กล่าว
ดร.นเรฏฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากการทำหน้าที่ของทีมอาสาสมัครที่ทำงานช่วยเหลือประชาชน ในช่วงโรคระบาดกลับมาถูกตรวจสอบเรื่องระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งที่อยู่ในภาวะฉุกเฉิน ในอนาคตคงไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาทำเพื่อสังคมอีก เพราะกังวลว่าจะถูกตรวจสอบภายหลัง ดังนั้นในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณาที่วัตถุประสงค์และความตั้งใจในการช่วยชีวิตผู้คน มากกว่ากฎระเบียบที่เคร่งครัด
“ดีเอ็นเอของมหาวิทยาลัยคือการอยู่เพื่อชุมชน จากแนวคิดของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ที่ว่ามหาวิทยาลัยต้องไม่อยู่บนหอคอยงาช้าง แต่ต้องอยู่เพื่อทำประโยชน์แก่สังคม ทำให้ในช่วงน้ำท่วมหรือโควิด มหาวิทยาลัยก็เข้าไปช่วยชุมชนมาโดยตลอด” ดร.นเรฏฐ์ กล่าวปิดท้าย



