
ชุมชนริมทางด่วน สหภาพแรงงาน และสภาผู้บริโภค ย้ำจุดยืนคัดค้าน “ทางด่วน 2 ชั้น” เตรียมยื่นเรื่องซ้ำถึงฝ่ายนิติบัญญัติและการเมือง ชี้ปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อประชาชน และความโปร่งใส
จากกรณีเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ตัวแทนชุมชนริมทางด่วน 4 ชุมชน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และตัวแทนจากสภาผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือต่อ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อตรวจสอบการก่อสร้างโครงการทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) บนทางพิเศษศรีรัช ช่วงงามวงศ์วาน – พระราม 9 ล่าสุด กลุ่มชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น สหภาพแรงงานฯ และสภาผู้บริโภค เตรียมยื่นหนังสือซ้ำต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา และตัวแทนพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อเรียกร้องให้ “ยุติโครงการทางด่วน 2 ชั้น” โดยชี้ถึงข้อกังวลด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อประชาชน และความไม่โปร่งใสในกระบวนการดำเนินโครงการ
โครงการ ทางด่วน 2 ชั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่

นที ศิริธรรมวัฒน์ ที่ปรึกษาเครือข่ายชุมชนเขตพญาไท สะท้อนว่า โครงการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น ความยาว 17 กิโลเมตร บนทางพิเศษศรีรัช ช่วงงามวงศ์วาน – พระราม 9 เป็นโครงการที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงปี 2565 และได้รับเสียงคัดค้านจากประชาชนมาตลอด อย่างไรก็ตาม ยังคงพบว่ามีความพยายามที่จะนำโครงการดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องในหลายรัฐบาล
นที กล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นข้อถกเถียง คือเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ในเชิงโครงสร้าง โครงการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการให้เอกชนเข้ามาลงทุนก่อสร้าง แลกกับสิทธิในการเก็บค่าผ่านทางในระยะยาว ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่าย “การต่ออายุสัมปทานโดยปริยาย” แทนการเปิดประมูลแข่งขันใหม่ อันอาจกระทบต่อหลักการแข่งขันเสรีและผลประโยชน์ของรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่าหากรัฐลงทุนก่อสร้างเองในวงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาท อาจสามารถบริหารจัดการรายได้จากค่าผ่านทางได้เต็มจำนวนในระยะยาว ขณะที่รูปแบบ PPP อาจทำให้รัฐต้องแลกกับการให้สิทธิเอกชนเก็บรายได้ยาวนานกว่า 20 ปี คิดเป็นมูลค่ารวมระดับแสนล้านบาท
“ถ้ารัฐลงทุนเอง เงินลงทุนระดับสามหมื่นล้านอาจคืนทุนได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการแลกกับรายได้ระยะยาวหลักแสนล้าน ซึ่งเป็นคำถามว่าคุ้มค่ากับประเทศหรือไม่” นที กล่าว
ชี้ไม่คุ้มค่า – ไม่แก้รถติด – กระทบประชาชน
นที กล่าวถึง ข้อกังวลต่อโครงการทางด่วน 2 ชั้น ถูกสรุปใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ 2) ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาจราจร และ 3) ผลกระทบต่อประชาชน
ในด้านเศรษฐกิจ มีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้ต้นทุนก่อสร้างจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท แต่ผลตอบแทนที่เอกชนจะได้รับจากการขยายสัมปทานอาจสูงถึงหลักแสนล้านบาทในระยะยาว ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้ทรัพยากรของรัฐ
ด้านการจราจร แม้โครงการจะถูกเสนอว่าเป็นทางออกของปัญหารถติด แต่ข้อเท็จจริงคือคอขวดของระบบยังคงอยู่ โดยเฉพาะบริเวณทางลง เช่น พระราม 9 ซึ่งรถจากทางด่วนทั้งสองชั้นจะไหลมารวมกัน ส่งผลให้ปัญหายังคงเกิดขึ้นในจุดเดิม
“ต่อให้เพิ่มทางด่วนอีกชั้น แต่ถ้าปลายทางยังเป็นคอขวดเหมือนเดิม มันก็แค่ย้ายรถไปติดอีกจุดหนึ่ง ไม่ได้แก้ปัญหาจริง” นที กล่าว
ส่วนในมิติผลกระทบต่อประชาชน โครงการทางด่วน 2 ชั้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในพื้นที่ตลอดแนวเส้นทางก่อสร้าง ซึ่งจะเผชิญกับฝุ่นละออง เสียงดัง และมลพิษทางอากาศในช่วงก่อสร้าง รวมถึงปัญหาการจราจรติดขัดที่รุนแรงขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ถูกเวนคืนที่ดิน แต่ยังรวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ ซึ่งอาจไม่ได้รับการเยียวยา ทั้งที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมลง ขณะเดียวกันธุรกิจท้องถิ่น เช่น ร้านค้าและหอพัก มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลง
ในระยะยาว โครงสร้างทางด่วนขนาดใหญ่ยังอาจบดบังแสงแดด ส่งผลต่อการอยู่อาศัยและการใช้พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากโครงสร้างเหนือพื้นที่ชุมชน และผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษสะสม รวมไปถึงข้อกังวลด้านเทคนิคการก่อสร้าง เช่น การติดตั้งเสารองรับบนโครงสร้างทางด่วนเดิม ซึ่งอาจทำให้ช่องจราจรลดลงในช่วงก่อสร้าง และเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ใช้ทาง
ตั้งข้อสังเกต EIA ไม่สะท้อนเสียงประชาชน
ประเด็นสำคัญอีกด้าน คือกระบวนการจัดทำรายงาน EIA ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส โดยนที ระบุว่า การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นมีผู้เข้าร่วมเพียง 60 คน ทั้งที่พื้นที่ชุมชนพญาไทมีประชากรกว่า 60,000 คน สะท้อนถึงปัญหาการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ทั่วถึง
นอกจากนี้ แบบสอบถามยังถูกวิจารณ์ว่ามีลักษณะกำกวม ไม่ได้ระบุชัดเจนถึงการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโดยตรง และใช้ภาษาที่อาจจะทำให้คนเข้าใจผิดในสาระสำคัญ เช่น มีการระบุถึง “โครงการศึกษาผลกระทบจากทางด่วน 2 ชั้น” แต่หลังจากนั้นมีคำถามถึงความพึงพอใจต่อ “โครงการ” โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นโครงการใด ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นส่วนที่นำไปใช้เป็นข้อมูลความพึงพอใจต่อโครงการก่องสร้างทางด่วน 2 ชั้น ส่งผลให้ผลสรุปที่ออกมาอาจไม่สะท้อนความคิดเห็นที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการเจรจารูปแบบการลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) และการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนเดินหน้าก่อสร้าง
สภาผู้บริโภค จี้ยุติโครงการ ควบคู่เร่งพัฒนาขนส่งสาธารณะ

คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวถึงความคืบหน้าของกระบวนการคัดค้านทางด่วน 2 ชั้น ว่า หลังจากการยื่นเรื่องต่อวุฒิสภา ปัจจุบันมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาและตรวจสอบรายละเอียดของโครงการเพิ่มเติม โดยเฉพาะในประเด็นรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญก่อนที่โครงการจะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างการร่วมลงทุนในลักษณะนำสัมปทานระยะยาวมาแลกกับการลงทุนและการลดค่าผ่านทาง อาจส่งผลให้รัฐสูญเสียสิทธิรายได้ในอนาคต และจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลความคุ้มค่าอย่างรอบด้านเพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการขยับในเชิงกระบวนการตรวจสอบ แต่ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโครงการอยู่ในขั้นตอนสำคัญ และมีความเป็นไปได้ที่จะถูกเสนอเข้าสู่การอนุมัติของคณะรัฐมนตรีในระยะเวลาอันใกล้
คงศักดิ์ เสนอเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก มากกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เนื่องจากแนวทางดังกล่าวอาจยิ่งกระตุ้นให้จำนวนรถเพิ่มขึ้น และซ้ำเติมปัญหาการจราจรในระยะยาว
“การสร้างทางด่วนเพิ่ม ไม่ได้แก้ปัญหารถติด และตัวอย่างจากต่างประเทศสะท้อนชัดว่าการตัดถนนหรือทางด่วนเพิ่มจะยิ่งทำให้จำนวนผู้ใช้รถยนต์มากขึ้น ดังนั้นการผลักดันโครงการทางด่วน 2 ชั้นในขณะเดียวกับที่ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะ อาจสะท้อนความไม่สอดคล้องของทิศทางนโยบาย และไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบคมนาคมในระยะยาว” คงศักดิ์ระบุ
นอกจากนี้ คงศักดิ์ยังแสดงความกังวลต่อประเด็นด้านความปลอดภัยของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยระบุว่า กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม ซึ่งอาจส่งผลต่อการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ติดตามและผลักดันกรณีอุบัติเหตุจากโครงการก่อสร้างหลายกรณี ทั้งโครงการถนนพระราม 2 และเหตุเครนถล่มในพื้นที่สีคิ้ว ซึ่งสะท้อนถึงปัญหามาตรฐานความปลอดภัยที่ยังมีช่องว่าง
“เหตุการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากโครงการขนาดใหญ่ ผู้ได้รับผลกระทบมักไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม จึงเป็นคำถามสำคัญว่าหากเกิดเหตุในโครงการที่มีความซับซ้อนอย่างทางด่วน 2 ชั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ”
คงศักดิ์เห็นว่า โครงการทางด่วน 2 ชั้นมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง ทั้งในช่วงก่อสร้างและหลังเปิดใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรอบ ดังนั้น ภาครัฐจึงไม่ควรเร่งรัดพิจารณาอนุมัติโครงการดังกล่าว แต่ควรทบทวนอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชน และแนวทางการพัฒนาระบบขนส่งที่ยั่งยืนเป็นหลัก
ทั้งนี้ วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ตัวแทนชุมชนริมทางด่วน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และตัวแทนจากสภาผู้บริโภค จัดเวที “รวมพลังหยุดทางด่วน 2 ชั้น เสียงจากชีวิตคนใต้ทางด่วน” เพื่อย้ำจุดยืนคัดค้านการก่องสร้างทางด่วน 2 ชั้น และยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา รวมถึงพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา โดยหวังให้เกิดการตรวจสอบในระดับนโยบาย และนำไปสู่การยุติการดำเนินการโครงการ เชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมติดตามเวทีผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ สภาองค์กรของผู้บริโภค



