| Getting your Trinity Audio player ready... |

รมช.คมนาคมขานรับข้อเสนอนโยบายสภาผู้บริโภค เร่งเดินหน้า 5 มาตรการ ปฏิรูปรถเมล์ รถไฟฟ้า แอปเรียกรถ ยกระดับขนส่งสาธารณะไทย ลดเหลื่อมล้ำการเดินทาง
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 คณะผู้บริหารสภาผู้บริโภค นำโดย สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค พร้อมด้วยคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ และอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค และก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้าพบสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายด้านขนส่งสาธารณะ พร้อมเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน (Quick Win) ที่สามารถผลักดันได้ทันทีภายใต้อำนาจของกระทรวงคมนาคม เพื่อยกระดับคุณภาพบริการขนส่งสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำในการเดินทาง และสร้างหลักประกันให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม
สำหรับข้อเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน (Quick Win) ของสภาผู้บริโภค ประกอบด้วย 1. รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย โดยเร่งรัดการประกาศใช้กฎกระทรวงการใช้เงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) โดยเพิ่มวัตถุประสงค์การใช้เงินให้สามารถสนับสนุน รถรับส่งนักเรียน และ รถโดยสารประจำทาง ได้โดยตรง 2. การผลักดัน กองทุนขนส่งสาธารณะจังหวัด และเปิดเผยข้อมูลใบอนุญาตเดินรถ แก้ปัญหาใบอนุญาตที่ไม่มีการให้บริการจริง เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นจัดบริการรถสาธารณะ 3. จัดระเบียบ แอปเรียกรถ ให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 4. ให้กระทรวงคมนาคมสนับสนุนแนวทาง CAR FREE EVERY DAY ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว หันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ และ 5. กำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน หรือไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ประชาชน
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช. คมนาคม กล่าวว่า ต้องขอบคุณสภาผู้บริโภคที่ช่วยขับเคลื่อนประเด็นระบบขนส่งสาธารณะอย่างแข็งขัน เพราะการกำหนดนโยบายหลายอย่างของกระทรวงคมนาคมได้รับข้อมูลและข้อเสนอจากภาคผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และมีความตั้งใจร่วมกันที่จะผลักดันให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพมากขึ้นในระยะสั้น
เร่งปฏิรูปรถเมล์ ลดรถน้อยคอยนาน
สิริพงศ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้ให้นโยบายองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เดินหน้าเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถเมล์ไฟฟ้า 1,500 คัน และทยอยปรับเปลี่ยนรถดีเซลเป็นรถเมล์ไฟฟ้าอีก 800 คัน ควบคู่กับการจัดเส้นทางเดินรถใหม่ (Re-route) ให้เหมาะสมกับความต้องการเดินทางของประชาชน และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการในบางเส้นทาง เพื่อแก้ปัญหารถไม่เพียงพอและลดระยะเวลารอคอย ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของสภาผู้บริโภคในการผลักดันแนวคิด CAR FREE EVERY DAY ให้ประชาชนสามารถลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคลได้จริง
พร้อมกันนี้ กระทรวงยังเตรียมยกระดับคุณภาพบริการรถเมล์ด้วยการติดตั้งระบบ GPS และระบบแจ้งเตือนข้อมูลการเดินรถ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถรับรู้เวลารถเข้าออกได้แบบเรียลไทม์ ลดปัญหาความไม่แน่นอนในการเดินทาง รวมถึงยกระดับวินัยผู้ขับขี่และภาพลักษณ์บริการสาธารณะโดยรวม
หนุนค่าโดยสารเป็นธรรม ศึกษาเพดานเหมาจ่ายรายวัน
ในประเด็นค่าโดยสาร สิริพงศ์ ระบุว่า กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางสอดคล้องกับค่าครองชีพของประชาชน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มอบแนวทางให้ศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ทั้งรถ ราง และเรือ โดยเฉพาะเส้นทางที่ต้องต่อหลายระบบให้มีภาระลดลง พร้อมพิจารณาความเป็นไปได้ของการกำหนดเพดานค่าโดยสารแบบเหมาจ่ายรายวัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้คุ้มค่าและไม่เป็นภาระเกินจำเป็น ซึ่งสอดรับกับข้อเสนอของสภาผู้บริโภคที่ผลักดันค่าโดยสารรถไฟฟ้าในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว
นอกจากนี้ ในระบบราง การกำหนดเพดานราคาตาม พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ต้องดำเนินการเจรจากับผู้รับสัมปทานต่อไป แต่เบื้องต้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วงในรูปแบบเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน ผ่านระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EMV) สามารถดำเนินการได้เลย
จัดระเบียบ แอปเรียกรถ ภายใน 4 เดือน
สำหรับข้อเสนอเรื่องการกำกับดูแลรถรับจ้างผ่านแพลตฟอร์ม สิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงได้ให้นโยบายชัดเจนว่า ภายใน 4 เดือนจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาการจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันประเภท รย.17 และ รย.18 รวมถึงยกระดับมาตรฐานผู้ขับขี่ให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โดยรถที่จะให้บริการต้องมีใบขับขี่สาธารณะ มีประกันภัย มีกล้องวงจรปิด และต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ
“บริการแพลตฟอร์มไม่ควรนำทรัพย์สินของประชาชนมาหารายได้โดยที่รัฐไม่มีกติกากำกับดูแล ผู้บริโภคต้องมาก่อน หากยังไม่ดำเนินการตามเงื่อนไข กระทรวงจะไม่ต่อทะเบียนให้” สิริพงศ์ กล่าว
ดันกองทุนขนส่งจังหวัด เร่งทำให้เกิดผล
ด้านข้อเสนอเรื่องกองทุนขนส่งสาธารณะจังหวัดและการสนับสนุนรถโดยสารท้องถิ่น สิริพงศ์ ระบุว่า กระทรวงพร้อมรับไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะมีเป้าหมายเดียวกันคือลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการขนส่ง โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่ประชาชนยังขาดระบบเดินทางสาธารณะที่เพียงพอ พร้อมย้ำว่า กระทรวงพยายามทำให้ทุกข้อเสนอเกิดขึ้นได้ง่ายและเร็วที่สุดภายใต้กรอบเวลาเร่งด่วน
ด้านสารี กล่าวว่า การเดินทางไม่ใช่เพียงเรื่องของการคมนาคม แต่เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่เชื่อมโยงกับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา การทำงาน การรักษาพยาบาล และบริการของรัฐ หากประชาชนยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้ ปลอดภัย และมีราคาที่จ่ายไหว ย่อมหมายถึงการถูกจำกัดโอกาสในการใช้ชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยปริยาย
สภาผู้บริโภคจึงเดินหน้าผลักดันแนวคิด “ขนส่งสาธารณะที่ทุกคนขึ้นได้ทุกวัน” โดยย้ำว่าระบบขนส่งสาธารณะในฐานะบริการสาธารณะจำเป็นต้องมี 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ เข้าถึงได้ (Accessible) จ่ายไหว (Affordable) และปลอดภัย (Safe) เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด เด็กนักเรียน ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้มีรายได้น้อย สามารถใช้บริการได้อย่างเป็นธรรมและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สภาผู้บริโภคยังเตรียมเสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ การผลักดันรถโดยสารชั้นเดียวทดแทนรถสองชั้น รวมถึงการพัฒนาระบบฟีดเดอร์เชื่อมต่อการเดินทางในเขตเมืองและต่างจังหวัด และการยืนยันตัวตนของผู้ให้บริการผ่านแอปฯ ทุกครั้งก่อนให้บริการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะไทยในระยะต่อไป
“ข้อเสนอทั้งหมดของสภาผู้บริโภคมีเป้าหมายเดียวกัน คือ บริการขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการเดินทางที่เท่าเทียม สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้จริง และไม่ถูกจำกัดโอกาสในชีวิต เพียงเพราะไม่มีระบบขนส่งที่ดีรองรับ” สารีกล่าวทิ้งท้าย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
เรียกรถ ผ่านแอปฯ มีกฎหมาย แต่ยังไม่ปลอดภัย
สภาผู้บริโภคค้าน รถไฟฟ้า 60 บาท หวั่นเพิ่มภาระประชาชน
เร่ง “กองทุนขนส่งสาธารณะ” จัดรถบริการประชาชน แก้วิกฤตน้ำมันแพง



