Ribbon

ยีนพรสวรรค์ ไม่มีจริง ผู้เชี่ยวชาญเตือน เสี่ยงปิดโอกาสเรียนรู้

ยีนพรสวรรค์ ไม่มีจริง ผู้เชี่ยวชาญเตือน เสี่ยงปิดโอกาสเรียนรู้

กระแสธุรกิจ “ตรวจยีนหาพรสวรรค์” ที่อ้างว่าสามารถบอกได้ว่าเด็กเหมาะกับเส้นทางใด กำลังสร้างคำถามสำคัญต่อสังคมไทยว่า เรากำลังเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง หรือกำลังปล่อยให้ผลตรวจที่ยังไร้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากำหนดอนาคตของพวกเขาล่าสุด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า การตรวจยีนเพื่อทำนายพรสวรรค์นั้น ยังไม่มีงานวิจัยรองรับที่เพียงพอ ไม่มีประสิทธิภาพและไม่อาจเชื่อถือได้ หากผู้ปกครองหลงเชื่อคำโฆษณา อาจไม่เพียงสูญเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น แต่ยังเสี่ยงต่อการจำกัดโอกาสการเรียนรู้ของเด็กโดยไม่รู้ตัว

อย่าจำกัดการเรียนรู้ด้วย ยีนพรสวรรค์

เชษฐา มั่นคง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ให้ความเห็นว่า พัฒนาการของเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยสำคัญคือ สภาพแวดล้อม การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม โภชนาการ ความอบอุ่นในครอบครัว รวมถึงคุณภาพของโรงเรียนและครูผู้สอน เด็กแต่ละคนมีจังหวะการเติบโตที่แตกต่างกัน ศักยภาพบางอย่างอาจปรากฏช้าหรือเร็วไม่เท่ากัน การด่วนสรุปจากผลตรวจ ยีนพรสวรรค์ จึงอาจกลายเป็นการปิดประตูโอกาสก่อนเวลาอันควร

ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือกรณีของงานวิจัย ในเยอรมนีเกี่ยวกับนักประพันธ์เพลงชื่อดัง ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน (Ludwig van Beethoven) ที่ผลคะแนนพันธุกรรมด้านดนตรีของเบโธเฟนนั้นต่ำกว่า 10% แย่กว่าคนทั่วไป แสดงว่ายีนไม่เกี่ยวกับพรสวรรค์ด้านดนตรี แต่ในความเป็นจริง เขากลับกลายเป็นคีตกวีระดับโลก สิ่งนี้สะท้อนว่า ศักยภาพของมนุษย์ไม่อาจถูกตัดสินด้วยข้อมูลทางชีววิทยาเพียงมิติเดียว

ในมุมของสิทธิเด็ก ประเด็นการตรวจยีนพรสวรรค์ไม่ใช่แค่เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่คือเรื่องสิทธิในการเรียนรู้และพัฒนาอย่างรอบด้าน เด็กมีสิทธิที่จะทดลอง ผิดพลาด เปลี่ยนความสนใจ และค้นพบตัวตนของตนเองโดยไม่ถูกตีตราว่า “เก่ง” หรือ “ไม่เก่ง” ตั้งแต่ต้น การบังคับให้เด็กเดินตามเส้นทางที่ผลตรวจระบุ หรือการปิดกั้นไม่ให้ลองทำสิ่งที่สนใจ เพราะผลยีนบอกว่า “ไม่มีพรสวรรค์” อาจเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการเติบโตอย่างอิสระ

เชษฐา ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ในช่วงวัย 0–6 ปี ซึ่งถือเป็นวัยทองของการพัฒนา ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับการสังเกตพฤติกรรมผ่านการเล่น การเลี้ยงดูเชิงบวก และการสนับสนุนความสนใจที่หลากหลาย มากกว่าการเร่งแข่งขันหรือกำหนดเส้นชัยล่วงหน้า

ผลักดันหลักสูตรการศึกษาเท่าทันโลก

ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ปัจจุบันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติของไทยยังคงใช้ฉบับปี พ.ศ. 2542 ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลายสถานศึกษา ยังขาดความหลากหลายในการแนะแนวอาชีพ โรงเรียนส่วนใหญ่มักเน้นแนะแนวให้เด็กไปในสายอาชีพหลัก เช่น แพทย์ วิศวกร หรือข้าราชการ มากกว่าจะชี้ให้เห็นว่าอาชีพในสังคมมีความหลากหลาย เช่น นักกีฬา นักดนตรี หรือแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์ ก็สามารถสร้างรายได้ได้ในยุคปัจจุบัน

ในประเด็นนี้ คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กำลังผลักดันการปรับปรุงหลักสูตรและระบบการเรียนรู้ให้เท่าทันโลกยุคดิจิทัล สนับสนุนให้สถานศึกษามีการแนะแนวที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้เด็กค้นหาความสนใจอย่างแท้จริง เพราะในฐานะ “ผู้บริโภคบริการทางการศึกษา” เด็กและผู้ปกครองย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ชี้นำเกินจริง การคุ้มครองสิทธิเด็กจึงไม่ใช่เพียงการป้องกันอันตรายทางกายภาพ แต่รวมถึงการปกป้องเสรีภาพในการเรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

ท้ายที่สุด ความรักของพ่อแม่คือแรงผลักดันสำคัญ แต่ในยุคที่โฆษณาถูกฉายซ้ำและสร้างความเชื่ออย่างแนบเนียน ผู้ปกครองจำเป็นต้องตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล และปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจใด ๆ เพราะอนาคตของเด็ก ไม่ควรถูกกำหนดด้วยผลตรวจยีนที่ยังไร้หลักฐาน หากควรถูกกำหนดด้วยโอกาส ประสบการณ์ และการสนับสนุนที่เปิดกว้าง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง