ขอให้ทบทวนก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา เสนอต่อ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

สถานการณ์
ตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะมีข้อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในการที่ประเทศไทยจะลงนามเพื่อแสดงเจตจำนงในการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรพันธุกรรม (WIPO Treaty on Intellectual Property, Genetic Resources and Associated Traditional Knowledge) โดยให้เหตุผลว่าจะสามารถผลักดันการสร้างนวัตกรรม และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจได้นั้น ขอเรียนว่า ยังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแย่งชิงพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นไปเป็นสมบัติส่วนบุคคล หลักการในการคุ้มครองสิทธิภูมิปัญญาชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวอ้าง ตัวอย่างความสุ่มเสี่ยงดังกล่าว เช่น
1) แม้จะมีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับการมีส่วนร่วมของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น เช่น ข้อกำหนดให้ผู้ยื่นจดสิทธิบัตรต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพันธุกรรม แม้จะมีบทลงโทษหากไม่เปิดเผยแหล่งที่มา แต่กลับห้ามไม่ให้ประเทศภาคีเพิกถอนสิทธิบัตรหรือทำให้สิทธิบัตรเป็นโมฆะ หากเพียงเพราะไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในการเปิดเผยแหล่งที่มา ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมจากพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ประจำถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
2) การจัดทำฐานข้อมูลเพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่มาของทรัพยากรพันธุกรรม ถูกกำหนดให้เป็นเพียงแค่ความสมัครใจของประเทศภาคีเท่านั้น
3) นอกจากมีความสุ่มเสี่ยง ตาม 1) และ 2) แล้วยังจะมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการเปิดช่องให้มีการแก้ไข พระราชบัญญัติสิทธิบัตร เพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ใหม่
การดำเนินงาน
- ที่ TCC.นย.ว.1343/2567 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2567 เรื่อง ขอให้ทบทวนก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญา เสนอต่อ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
- ที่ TCC.นย.ว.1635/2567 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2567 เรียน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ เรียน เลขาธิการนายกรัฐนมตรี เรื่อง ขอให้ชะลอการให้ความเห็นชอบเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรพันธุกรรม (WIPO Treaty on Intellectual Property, Genetic Resources and Associated Traditional Knowledge)
ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค
ขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาทบทวนก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาดังกล่าว และสมควรที่จะให้มีการงานศึกษาวิจัยที่เป็นอิสระเปรียบเทียบผลกระทบด้านบวกและด้านลบจากการเข้าร่วมสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรพันธุกรรมพร้อมทั้งนำเสนอผลการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบฯ ต่อสาธารณะทันทีเมื่อแล้วเสร็จ
ความคืบหน้า
ประชุมหารือเกี่ยวกับสนธิสัญญาขององค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก ว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพยากรพันธุกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพันธุกรรม วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๑๔ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มีรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และอนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยสภาองค์กรของผู้บริโภค มีข้อคิดเห็นเสนอแนะต่อสนธิสัญญาฯ 3 ประเด็น ได้แก่
- งานวิจัย/การศึกษาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญามีนั้นเก่าเกินไป (8 – 9 ปีที่แล้ว) และเป็นเพียงแค่ concept กว้าง ๆ เท่านั้น ยังไม่มีงานวิจัย/การศึกษาที่เป็นปัจจุบัน เปรียบเทียบให้เห็นถึงผลดี – ผลเสียของการเข้าร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญาฉบับนี้ แม้ว่าตามมาตรา 178 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ระบุว่าปัจจุบันไม่ต้องมีการทำประชามติ ในการลงนามทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศก็ตาม แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญาควรมีงานวิจัย/ข้อมูลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันมาประกอบการพิจารณา และควรจะหารือให้รอบด้านกว่านี้เพื่อป้องกันผลเสียที่อาจเกิดในอนาคต
- สภาองค์กรของผู้บริโภคเห็นด้วยในการแก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ในส่วน มาตรา 28 ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในสนธิสัญญาฯ แต่มีประเด็นข้อสงสัย คือ จะแก้ไขแค่พระราชบัญญัตินี้ หรือแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่ เนื่องจากสนธิสัญญาดังกล่าวมีแต่ concept ที่ป้องกันเรื่องการฉกฉวยการจดสิทธิบัตร แต่ไม่มีการกำหนดรายละเอียดชัดเจน เช่น การกำหนดบทลงโทษ หากพบว่ามีเจตนาให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ในการเปิดเผยข้อมูล รวมทั้งประเด็นเรื่องการห้ามให้ประเทศภาคีเพิกถอนสิทธิบัตรหรือทำให้สิทธิบัตรเป็นโมฆะ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วย
- การจัดทำฐานข้อมูล เพื่อให้ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่มาของทรัพยกรพันธุกรรม ถูกกำหนดให้เป็นเพียงแค่ความสมัครใจของประเทศภาคีเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้การจัดทำฐานข้อมูลดังกล่าว ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญาก็เป็นได้
กรมทรัพย์สินทางปัญญา รับทราบถึงข้อคิดเห็น/ข้อกังวล ที่สภาองค์กรของผู้บริโภคได้แจ้งมา ทั้ง 3 ประเด็น และจะนำข้อคิดเห็น/ข้อกังวลดังกล่าว กลับไปพิจารณาของบประมาณในการทำวิจัย/การศึกษา เพื่อให้การเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญาดังกล่าว เป็นไปด้วยความรอบคอบ และเกิดประโยชน์อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ ในอนาคตกรมทรัพย์สินทางปัญญามีความยินดีทำงานร่วมกันกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และขอให้เป็นแรงสนับสนุนภาคประชาชนในการในการร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสนธิสัญญาฯ นี้ หรือเรื่องอื่น ๆ ต่อไป



