Ribbon

แถลงการณ์ “ค่าการตลาดน้ำมันพุ่ง เรียกร้องรัฐบาลเก่า-ใหม่ ตรวจสอบตลาดน้ำมันในประเทศ ดูแลผู้ใช้น้ำมัน”

สถานการณ์

สภาผู้บริโภค พบผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ปรับราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปช้าและลดราคาน้อยกว่าที่ควรเป็น ทำค่าการตลาดน้ำมันพุ่งสะสมขึ้นไปถึง 3 บาทต่อลิตร สูงกว่าเกณฑ์ค่าการตลาดที่เหมาะสมที่ กบง. ประกาศ ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำมันต้องเสียเงินกับค่าการตลาดที่สูงเกินควรร่วม 300 ล้านบาทในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 เรียกร้องรัฐบาลเก่าและใหม่ให้สนใจปากท้องประชาชน ดูแลการปรับราคาค่าน้ำมันให้เป็นธรรมกับผู้ใช้น้ำมัน


การดำเนินงาน

  1. จัดการแถลงข่าวเพื่ออ่านแถลงการณ์ ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566

  2. ยื่นหนังสือลงวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ต่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอให้ตรวจสอบการกำกับดูแลค่าการตลาดน้ำมันที่ไม่มีประสิทธิภาพ ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2566

ข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค

  1. ให้รัฐบาลกำหนดให้เกณฑ์ค่าการตลาดที่เหมาะสมเป็นมาตรการบังคับ

  2. ให้รัฐบาลตรวจสอบและเปิดเผยให้สาธารณชนทราบถึงต้นทุนการประกอบการและต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่โรงกลั่นขายให้ผู้ค้าน้ำมันที่มีส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศมากที่สุดสองลำดับแรกคือ บริษัทในกลุ่ม ปตท. และบางจากว่าอยู่ในระดับสูงกว่าราคาอ้างอิงของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ตามที่ผู้ค้าน้ำมันกล่าวอ้างหรือไม่

  3. ให้รัฐบาลทบทวนนโยบายการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไร้การควบคุม ว่าก่อให้เกิดการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมต่อผู้ประกอบธุรกิจน้ำมันรายเล็กจริงหรือไม่

สำหรับ กรณีที่กระทรวงการคลังจะไม่ต่อมาตรการลดภาษีสรรสามิตน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้นนั้น สภาผู้บริโภค มีความเห็น ดังนี้

(1) ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลจากที่เก็บอยู่ 1.34 บาทต่อลิตรในขณะนี้ เพราะผู้ใช้น้ำมันดีเซลยังต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันในอัตรา 5.43 บาทต่อลิตร (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ค.2566) เพื่อลดภาระหนี้สินของกองทุนน้ำมันที่ติดลบอยู่ 69,427 ล้านบาท การขึ้นภาษีจะเป็นการสร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควร

(2) การเก็บภาษีน้ำมัน รัฐบาลควรคำนึงว่า น้ำมันดีเซลคือเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งในขณะที่ระบบการขนส่งทางรางของประเทศยังไม่สมบูรณ์ หากเก็บภาษีสูงเกินไปจะทำให้ราคาดีเซลสูงขึ้นอาจทำให้ความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศด้อยลงได้ อีกทั้งการผสมไบโอดีเซล การเก็บภาษีและการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในปัจจุบันที่รวมแล้วเกือบ 7 บาทต่อลิตรในปัจจุบัน ทำให้ราคาดีเซลของไทยที่ 32 บาทต่อลิตรในขณะนี้เป็นราคาที่สูงกว่าประเทศมาเลเซีย เมียนมา เวียดนาม และแม้กระทั่งประเทศกัมพูชาที่นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น ในช่วงที่ราคาดีเซลในตลาดโลกปรับลดลง รัฐบาลจึงควรหาแนวทางเพื่อลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้กลับไปอยู่ที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรจึงจะเหมาะสมกว่า


ความคืบหน้า