
แอปกู้เงินเถื่อนระบาด บนโซเชียลฯ ดึงเหยื่อสู่วงจรหนี้ ดอกเบี้ยโหด ถูกข่มขู่ – ประจาน สภาผู้บริโภคจี้ตั้งเจ้าภาพหลัก พร้อมขยายสินเชื่อในระบบให้คนเข้าถึงได้
ปลายนิ้วแตะหน้าจอไม่กี่ครั้ง เงินหลักหมื่นโอนเข้าบัญชี ภายใน 5 นาที ไม่ต้องใช้เอกสาร ไม่เช็กประวัติเครดิต ไม่ต้องมีคนค้ำ นี่คือคำโฆษณาที่ปรากฏซ้ำ ๆ บนเฟซบุ๊ก ติ๊กต๊อก ยูทูบ และกูเกิล เบื้องหลังหน้าจอที่ดูเหมือนแอปพลิเคชันธนาคาร มีโลโก้ มีรีวิว มีเว็บไซต์ครบครัน แท้จริงแล้วคือขบวนการปล่อยกู้นอกระบบที่ย้ายตัวเองจากเสาไฟใบปลิว มาอยู่บนสมาร์ทโฟน พร้อมเครื่องมือใหม่ที่อันตรายกว่าเดิม โดยใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาเอาเปรียบผู้บริโภค ยังไม่มีหน่วยงานใดหยุดได้
โชติวิทย์ เกิดสนองพงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค ระบุว่า ปัญหาแอปเงินกู้เถื่อนยังครองอันดับต้น ๆ ของเรื่องร้องเรียนด้านการเงินที่สภาผู้บริโภค ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจ หน่วยงานการเงิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพหลักที่จัดการได้ครบวงจร ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากต้องรับมือเพียงลำพัง
ง่ายและเร็ว จุดขายแอปเงินกู้เถื่อน
แอปเงินกู้เถื่อน คือ แอปให้บริการสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) บางแอปไม่มีตัวตนบริษัทชัดเจน บางแอปใช้ชื่อบริษัทปลอม หรือตั้งชื่อคล้ายสถาบันการเงินจริง บางครั้งถึงขั้นแอบอ้างว่าได้รับอนุญาตจาก ธปท. และ สศค. เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
จุดขายของแอปเหล่านี้คือ “ความง่ายและเร็ว” ต่างจากธนาคารที่ต้องใช้เอกสารหลายอย่าง ขณะที่แอปเถื่อนใช้เพียงบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคาร และรูปถ่ายใบหน้า บางกรณีสมัครเสร็จใน 5 นาที ได้เงินทันที ความรวดเร็วนี้เองทำให้หลายคนตัดสินใจโดยไม่ทันตรวจสอบ
สิ่งที่ทำให้แอปเหล่านี้อันตรายกว่าเงินกู้นอกระบบยุคก่อน คือการรวมของ 4 ภัยในแอปเดียว ทั้งการปล่อยกู้นอกระบบ การหลอกลวงออนไลน์ การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และการทวงหนี้ผิดกฎหมาย นอกจากการสูญเงินแล้ว ผู้เสียหายจำนวนมากยังถูกคุกคามชีวิตประจำวัน และถูกประจานต่อสังคม
นอกจากนี้ หากลองเทียบกับสินเชื่อที่ถูกกฎหมาย จะพบว่าแอปเงินกู้เถื่อนเหล่านี้ขูดรีด และมีเงื่อนไขที่เอาเปรียบอยู่บริโภคอย่างมาก โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย และการกำกับดูแลมาเปิดให้บริการแก่ผู้บริโภค โดยโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดียที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก และขาดการกำกับดูแลอย่างทั่วถึง
2 กลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล
กลุ่มที่ 1 ธปท. กำกับดูแล “สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ” ของธนาคารและผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เช่น บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไป กฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมไม่เกินประมาณ 25% ต่อปี
กลุ่มที่ 2 สศค. กำกับดูแล “สินเชื่อรายย่อยถูกกฎหมาย” ที่เน้นให้คนตัวเล็กหรือผู้เข้าถึงสินเชื่อธนาคารยาก มีทางเลือกกู้เงินในระบบ เช่น พิโกไฟแนนซ์ที่เป็นสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด มีเพดานดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมไม่เกินประมาณ 33 – 36% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อและลักษณะหลักประกัน
เมื่อเทียบกับแอปเถื่อนที่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายหลายเท่า บางรายกู้ 5,000 บาท ต้องคืนเกิน 20,000 บาท ภายในไม่กี่เดือน หรือต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แอปเถื่อน มากกว่า 400% ต่อปี มากกว่าการกู้สินเชื่อในระบบถึง 10 เท่า
อย่างไรก็ตาม การกู้ยืมเงินสามารถทำได้อิสระ ตราบใดที่มีอัตราดอกเบี้ยไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้ว่าต้องไม่เกิน 15% ต่อปี หากมีการกู้ยืมเงินเกินกว่าที่กำหนดไว้ถือว่าผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 2 ปี หรือปรับถึง 200,000 บาท ขณะที่แอปเถื่อนส่วนใหญ่เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กำหนด และยังได้ไม่ขออนุญาต ธปท. และ สศค. อีกด้วย
4 รูปแบบกลโกง แอปเงินกู้เถื่อน
จากการรวบรวมข้อมูลของสภาผู้บริโภค พบว่ากลโกงของแอปเงินกู้เถื่อนมี 4 รูปแบบหลัก ดังนี้
1. หลอกให้โอนค่าธรรมเนียมก่อน รูปแบบที่พบมากที่สุด มิจฉาชีพจะอ้างว่าผู้กู้ต้องโอนเงินก่อน เช่น ค่าดำเนินการ ค่าเปิดวงเงิน พร้อมคำพูดจูงใจว่า “จ่ายครั้งเดียวแล้วได้เงินทันที” แต่เมื่อโอนแล้ว กลับถูกเรียกเก็บเพิ่มเรื่อย ๆ หรือสุดท้ายติดต่อไม่ได้ หลายคนสูญเงินหลักพันถึงหลักหมื่น ทั้งที่ยังไม่เคยได้รับเงินกู้จริงแม้แต่บาทเดียว
2. เงินเข้าไม่เต็มจำนวน ผู้กู้ตกลงกู้ 10,000 บาท แต่ได้เงินจริงเพียง 6,000 บาท อีก 4,000 บาทถูกหักเป็นดอกเบี้ยล่วงหน้า ค่าประกัน ค่าบริการ และค่าระบบ แต่เมื่อถึงเวลาทวงหนี้ กลับถูกเรียกเก็บเต็มจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเพิ่มอีก
3. ดอกเบี้ยโหดเกินกฎหมายหลายเท่า แอปเงินกู้เถื่อนหลายแห่งคิดดอกเบี้ยแบบรายวัน รายสัปดาห์ หรือคิดค่าปรับซ้ำซ้อน ทำให้ยอดหนี้พุ่งเร็วจนผู้กู้ตามไม่ทัน หลายคนต้องกู้แอปใหม่มาโปะหนี้แอปเก่า จนเข้าสู่วงจรหนี้ไม่รู้จบ
4. คลิกเดียวเงินเข้า กลวิธีใหม่ที่เริ่มพบมากขึ้น ผู้ใช้เพียงกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือกดตกลงในระบบ จากนั้นเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีทันที แม้ยังไม่ได้ยืนยันการกู้ บางกรณีมีเงินโอนเข้ามาซ้ำ ๆ ทั้งที่ผู้กู้ไม่ได้สมัครเพิ่ม เมื่อเงินเข้าบัญชีแล้ว มิจฉาชีพจะอ้างว่าผู้กู้ยอมรับสัญญาและเริ่มคิดดอกเบี้ยทันที ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากกลายเป็นหนี้โดยไม่ทันตั้งตัว
ด้าน สุรกิจ สิงหะพล เจ้าหน้าที่กฎหมายและคดี สภาผู้บริโภค ยกตัวอย่างกรณีร้องเรียนที่สะท้อนความรุนแรงของปัญหาว่า มีผู้เสียหายรายหนึ่งเริ่มต้นจากการกู้เงินหลักหมื่น แต่เมื่อจ่ายไม่ทัน จึงกู้จากอีกแอปมาโปะหนี้เดิม สุดท้ายมีหนี้รวมถึง 8 แอป ยอดรวมกว่า 800,000 บาท
แม้แต่ละแอปจะปล่อยกู้เพียง 15,000 – 20,000 บาท แต่เมื่อรวมดอกเบี้ย ค่าปรับ และการกู้ซ้ำ ยอดหนี้กลับเพิ่มขึ้นจนผู้กู้ไม่สามารถจัดการได้อีก กรณีนี้สะท้อนชัดว่าวงจรกู้โปะหนี้ที่ดูเหมือนทางออก จริง ๆ แล้วคือหนทางที่ทำให้การเป็นหนี้ฝังรากลึกลงไปอีก
เมื่อข้อมูลในมือถือกลายเป็นอาวุธทวงหนี้
หนึ่งในจุดอันตรายที่สุดของแอปเงินกู้เถื่อน คือการเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของผู้กู้ หลายแอปบังคับให้ผู้ใช้อนุญาตเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อ รูปภาพ วิดีโอ ตำแหน่งที่ตั้ง ไมโครโฟน กล้อง รวมถึงบัญชีโซเชียลมีเดีย ผู้กู้จำนวนมากจึงกดยอมรับโดยไม่ทันอ่าน เพราะต้องการเงินด่วน โดยไม่รู้ว่ากำลังมอบเครื่องมือข่มขู่ ให้มิจฉาชีพไปพร้อมกัน
เมื่อถึงเวลาทวงหนี้ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์ด่าทอผู้กู้โดยตรง ขยายวงไปยังเพื่อน ญาติ และเจ้านายที่อยู่ในรายชื่อผู้ติดต่อ ส่งข้อความข่มขู่ สร้างภาพตัดต่อ ไปจนถึงโพสต์ประจานบนเฟซบุ๊ก บางกรณีถึงขั้นนำรูปผู้กู้ที่ถือบัตรประชาชนไปเผยแพร่ พร้อมข้อความกล่าวหาว่า “โกง” หรือ “หนีหนี้”
ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวผู้กู้ แต่ลามไปถึงคนรอบข้าง ที่ทำงาน และภาพลักษณ์ในสังคมออนไลน์ ความเสียหายที่บางครั้งกู้คืนได้ยากกว่าเงินที่เสียไป คำถามคือ ในเมื่อภัยร้ายแรงขนาดนี้ ทำไมถึงยังปราบไม่ได้
4 ช่องโหว่ที่ปล่อยให้แอปเถื่อนโต
สุรกิจ ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้แอปเงินกู้เถื่อนยังขยายตัวต่อเนื่อง มาจากหลายเงื่อนไขที่ประกอบกัน
1. คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ นี่คือต้นตอของปัญหาที่สำคัญที่สุด เมื่อคนไม่มีทางเลือกทางการเงิน โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ก็จำเป็นต้องเสี่ยงกับเงินกู้นอกระบบ ทำให้แอปเถื่อนยังคงมีตลาดรออยู่เสมอ
2. โฆษณาที่ไม่มีคนตรวจสอบ แอปเถื่อนใช้เฟซบุ๊ก ติ๊กต๊อก ยูทูบ และอินสตาแกรม เป็นช่องทางหลัก โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่มีระบบตรวจสอบโฆษณาก่อนเผยแพร่ แม้บางบัญชีจะถูกปิด ก็เปิดใหม่ได้รวดเร็ว ข้อความโฆษณาที่ใช้มักสร้างความเร่งด่วน เช่น อนุมัติไว ไม่ต้องใช้เอกสาร หรือแอบอ้างว่าได้รับอนุญาตแล้ว ทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อได้ง่าย
3. ติดตามตัวผู้กระทำผิดได้ยาก ขบวนการเหล่านี้มักใช้บัญชีม้า กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) และเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ บางแอปไม่มีชื่อบริษัทชัดเจน ทำให้แม้จะมีหลักฐานครบ ก็ยังตามตัวผู้กระทำผิดในเชิงเทคนิคได้ยาก
4. ผู้เสียหายกังวลเรื่องการถูกประจาน ที่ผ่านมาผู้เสียหายจำนวนมากกลัวถูกประจาน ถูกข่มขู่ หรือกลัวคนรอบตัวรู้ว่าเป็นหนี้ จึงอาจเลือกไม่แจ้งความ ทำให้ข้อมูลการกระทำผิดไม่เข้าสู่ระบบ และขบวนการก็ยังดำเนินต่อไป
ทั้ง 4 ปัจจัยนี้เกี่ยวพันกัน และทำให้แอปเงินกู้เถื่อนยังคงดำเนินการได้ แม้จะมีการจับกุมและปิดแอปเป็นระยะ ดังนั้น การแก้ปัญหาให้ได้ผลจึงต้องเดินหน้าทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ปลายเหตุ
ตามหาเจ้าภาพหลัก จัดการแอปเงินกู้เถื่อน
สิ่งที่ทำให้ปัญหาแอปเงินกู้เถื่อนแก้ไม่ตก ไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมาย แต่เพราะปัญหานี้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลายแห่ง แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพหลักที่จัดการปัญหาได้ครบในที่เดียว
ยกตัวอย่าง เมื่อผู้เสียหายเดินไปแจ้งความ ตำรวจจะดูเฉพาะคดีอาญา ส่วนเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ต้องไปสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) เรื่องดอกเบี้ยเกินกฎหมายต้องไปที่ ธปท. สศค. หรือตำรวจ ส่วนการปิดบัญชีโฆษณาบนแพลตฟอร์ม ต้องประสานกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) หรือแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ติ๊กต๊อก หรือยูทูบเอง รวมแล้วผู้เสียหายต้องวิ่งร้องเรียนอย่างน้อย 4 – 5 ที่ กว่าจะครบเรื่องเดียว
“ผู้บริโภคหลายคนตกอยู่ในวงจรหนี้แล้ว ยังต้องรับภาระเป็นนักกฎหมายให้ตัวเอง ต้องรู้ว่าเรื่องไหนไปฟ้องใคร” นายสุรกิจ กล่าว ขณะที่ขบวนการแอปเถื่อนกลับเคลื่อนไหวรวดเร็ว ใช้บัญชีม้า เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ และเปิดแอปใหม่ได้ทุกวัน ความช้าของระบบการจัดการปัญหาจึงกลายเป็นช่องว่างให้ขบวนการเหล่านี้เติบโตต่อไป
สภาผู้บริโภคพยายามผลักดันการแก้ปัญหาแอปเงินกู้เถื่อนในเชิงระบบ ทั้งการรวบรวมฐานข้อมูลแอปเถื่อน การพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียน และการประสานหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อปิดช่องทางโฆษณาและติดตามขบวนการอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ทางออกระยะยาวที่สภาผู้บริโภคเสนอ คือ การผลักดันให้มีหน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าภาพหลักที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้เสียหายมีจุดเดียวในการร้องเรียน และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบประสานต่อกับหน่วยงานอื่นแทนผู้บริโภค รวมถึงการขยายการเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้กลุ่มที่ปัจจุบันถูกผลักออกไปสู่เงินกู้นอกระบบ ตราบใดที่ยังไม่มีเจ้าภาพหลัก แอปเงินกู้เถื่อนก็จะยังหาช่องว่างทำกินต่อไป และผู้บริโภคก็จะยังต้องต่อสู้กับวงจรหนี้นี้ตามลำพัง
ตกเป็นเหยื่อแอปเงินกู้เถื่อน ต้องทำยังไง
สภาผู้บริโภค มีคำแนะนำเพิ่มเติม หากตกเป็นเหยื่อแอปเงินกู้เถื่อน โดยให้ดำเนินการ ดังนี้ 1. หยุดโอนเงินเพิ่มทันที หากเริ่มถูกข่มขู่ หรือพบว่าโอนไปเกินเงินต้น ควรหยุดจ่ายเพิ่ม 2. รวบรวมหลักฐานทุกอย่าง เช่น สลิปโอนเงิน บทสนทนาในแชต เบอร์โทร ชื่อแอป และภาพข่มขู่ 3. แจ้งความทันที แจ้งผ่านสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 เว็บไซต์แจ้งความออนไลน์ หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน
4. แจ้งคนรอบตัวให้รู้ อย่าเก็บไว้คนเดียว เพราะมิจฉาชีพมักใช้คนรอบตัวเป็นเครื่องมือกดดัน การบอกล่วงหน้าจะช่วยลดผลกระทบเมื่อถูกข่มขู่ และ 5. ขอเปลี่ยนบัตรประชาชนใหม่ เพื่อเปลี่ยนวันออกบัตรและข้อมูลที่อยู่บนบัตร ลดความเสี่ยงถูกนำข้อมูลไปสวมรอยหรือนำไปโพสต์ประจาน



