
ศาลสหรัฐฯ รับฟ้อง คดีกลุ่มคอลเกต ผู้บริโภคชี้ผลิตภัณฑ์ “ยาสีฟัน – น้ำยาบ้วนปากเด็ก ไม่ปลอดภัย” สะท้อนปัญหาใหญ่ เมื่อบรรจุภัณฑ์ที่ดูปลอดภัยสำหรับเด็ก ปิดความเสี่ยงเรื่องสารปนเปื้อนและการใช้งานผิดช่วงวัย
เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนด้านความปลอดภัยต่อผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก หลังผู้บริโภคในสหรัฐฯ พบช่องโหว่ทั้งเรื่อง “การปนเปื้อนโลหะหนักในยาสีฟัน” และ“การสื่อสารความปลอดภัยบนบรรจุภัณฑ์น้ำยาบ้วนปากเด็ก” จนนำไปสู่การฟ้องร้องศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ พร้อมกับการตั้งคำถามต่อมาตรฐานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพช่องปากสำหรับเด็ก
เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ผลิตภัณฑ์สุขภาพช่องปากสำหรับเด็กที่ไม่ปลอดภัยกลายเป็นประเด็นขึ้นอีกครั้ง โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อนุญาตให้ดำเนิน คดีกลุ่มคอลเกต ต่อบริษัทคอลเกต – ปาล์มโอลีฟ กรณี “น้ำยาบ้วนปากเด็ก” หลังผู้บริโภคกล่าวหาว่าบรรจุภัณฑ์อาจทำให้ผู้ปกครองเข้าใจผิดว่า “ปลอดภัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี” ทั้งที่หน่วยงานสาธารณสุขสหรัฐฯ เตือนว่า เด็กเล็กไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ เพราะมีความเสี่ยงจากการกลืนกิน โดยเฉพาะเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบให้มีสี กลิ่น และรสชาติคล้ายขนม
แม้คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แต่สะท้อนประเด็นสำคัญว่าผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ไม่ควรถูกมองว่าปลอดภัยจากฉลากหรือภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนโยนเท่านั้น แต่ควรรวมถึง “ความโปร่งใสเรื่องการแสดงรายละเอียดสารปนเปื้อนและมาตรฐานการผลิตด้วย”
นอกจากนี้รายงานข่าวยังชี้เพิ่มเติมว่า “การออกแบบบรรจุภัณฑ์” และ “การสื่อสารความปลอดภัย” มีอิทธิพลต่อความเข้าใจและพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและผู้ปกครองที่อาจตีความว่าผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยสูง จากภาพลักษณ์ สีสัน หรือรสชาติที่ถูกออกแบบให้ดูเป็นมิตรกับเด็ก
จุดเริ่มต้นของการฟ้องคดีครั้งนี้ ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคม 2568 ผู้ปกครองในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อบริษัทคอลเกต – ปาล์มโอลีฟ กรณียาสีฟันเด็ก “เฮลโลคิดส์” (Hello Kids) โดยระบุว่าบริษัทฯใช้ถ้อยคำโฆษณาผลิตภัณฑ์ว่า “ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ” แต่กลับถูกตรวจพบสารตะกั่วในระดับที่น่ากังวลจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการอิสระ
จากรายงานของเว็บไซต์ด้านกฎหมาย “ลอว์ คอมเมนต์ทารี” (Law Commentary) ระบุว่า ยาสีฟัน Hello Kids หลายสูตร เช่น Unicorn Sparkle, Smiling Shark และ Dragon Dazzle ตรวจพบสารตะกั่วในระดับ 236 – 658 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb)
แม้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ยังไม่มีการกำหนดเพดานเฉพาะสำหรับ “สารตะกั่วในยาสีฟัน” แต่โจทก์ที่เป็นผู้ปกครองชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าเกณฑ์อ้างอิงสำหรับผลิตภัณฑ์เด็กประเภทอื่นอย่างมาก เช่น อาหารทารกที่สหรัฐฯ กำหนดเพดานไว้เพียง 10 – 20 ppb และลูกอมสำหรับเด็กที่ประมาณ 100 ppb
ผู้ปกครองที่เป็นผู้ฟ้องคดียังตั้งข้อสังเกตต่อการตลาดที่จงใจดึงดูดเด็ก ผ่านบรรจุภัณฑ์สีสันสดใส ตัวการ์ตูนยูนิคอร์น ฉลาม และรสชาติคล้ายลูกอมหรือผลไม้ รวมถึงคำโฆษณาอย่าง “รสชาติธรรมชาติ” “ไม่มีสีสังเคราะห์” หรือ “ไม่มีสารให้ความหวานเทียม” ซึ่งอาจทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความปลอดภัยสูงกว่าความเป็นจริง
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 รายงานจากสำนักข่าวเดอะการ์เดียน (The Guardian) ได้เปิดเผยผลทดสอบยาสีฟัน 51 ยี่ห้อในสหรัฐฯ โดยองค์กรอิสระและแพลตฟอร์มให้ความรู้ชื่อ ลีดเซฟมาม่า (Lead Safe Mama) พบว่าเกือบ 90% ตรวจพบสารตะกั่ว และจำนวนมากพบสารหนู ปรอท และแคดเมียมร่วมด้วย รวมถึงบางยี่ห้อเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ
ผลตรวจดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมาก เพราะแม้หลายผลิตภัณฑ์ยังไม่เกินเพดานของ FDA แต่กลับเกินเกณฑ์มาตรฐานของบางรัฐ เช่น รัฐวอชิงตัน ซึ่งเพิ่งลดเพดานสารตะกั่วลงเหลือ 1,000 ppb สะท้อนว่า แม้แต่ในสหรัฐฯ ที่มีระบบกำกับค่อนข้างละเอียด ยังพบการปนเปื้อนในวงกว้าง
ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ผลิตภัณฑ์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง “เครื่องสำอาง” กับ “ผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับเด็ก” ควรถูกควบคุมเข้มข้นมากกว่านี้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้คือเด็กเล็ก ซึ่งมีความเสี่ยงกลืนยาสีฟัน หรือกลืนน้ำยาบ้วนปากได้มากกว่าผู้ใหญ่



