Ribbon

อ้างชื่อกูรูการเงิน อังกฤษ หลอกคน บทเรียนถึงไทย ฟ้องแพลตฟอร์ม – ธนาคาร

จากกรณี “มาร์ติน ลูอิส” ถูก อ้างชื่อกูรูการเงิน อังกฤษถูกมิจฉาชีพแอบอ้างหน้าไปหลอกคน ถึงผู้บริโภคไทย 10 รายที่ถูกหลอกลวงผ่านโฆษณาเฟซบุ๊ก สภาผู้บริโภคฟ้องแพลตฟอร์ม เรียก 230 ล้านบาท ชี้แพลตฟอร์มและธนาคารมีหน้าที่คัดกรอง แต่กลับปล่อยให้มิจฉาชีพลงมือซ้ำซาก ศาลนัดพร้อม 3 ส.ค.นี้

ถ้าแม้แต่คนที่คนทั้งประเทศเชื่อใจเรื่องเงิน ยังเอาชนะมิจฉาชีพไม่ได้ แล้วคนธรรมดาจะเหลืออะไร…

นี่คือคำถามที่ มาร์ติน ลูอิส (Martin Lewis) ที่ถูก อ้างชื่อกูรูการเงิน กูรูชื่อดังของอังกฤษมาหลอกลวงประชาชน ทิ้งไว้ในบทสัมภาษณ์กับเว็บไซต์สำนักข่าวเดอะการ์เดียน (The Guardian) เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังยอมรับตรง ๆ ว่า “ผมกำลังแพ้สงครามนี้” เมื่อภาพและชื่อถูกแก๊งอาชญากรข้ามชาตินำไปปลอมเป็นคลิปและภาพด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลอกให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเขาเป็นคนแนะนำการลงทุน ก่อนสูบเงินออกจากกระเป๋าเหยื่อรวมกันหลายสิบล้านปอนด์

ลูอิสเล่าว่า เหยื่อจำนวนมากติดต่อมาหาเขาด้วยความเชื่อสนิทใจว่าเขาเป็นคนการันตีการลงทุนนั้นด้วยตัวเอง กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอกก็สายเกินไป และสิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเงินที่หายไป คือความรู้สึกอับอายและโทษตัวเองของเหยื่อ ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเขาตกเป็นเป้าของขบวนการอาชญากรรมที่ใช้เทคนิคการตลาดขั้นสูง

ที่ผ่านมา ลูอิสเป็นหนึ่งในคนที่ผลักดันให้โฆษณาหลอกลวงถูกบรรจุอยู่ในกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Act) ของอังกฤษ ที่วางความรับผิดชอบไว้กับบริษัทเทคโนโลยีเจ้าของแพลตฟอร์ม แต่เขายอมรับว่าการบังคับใช้จริงกลับล่าช้ากว่าที่หวัง ถึงขั้นต้องทำหนังสือร่วมกับองค์กรผู้บริโภคที่ชื่อวิช (Which?) ส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทว่าจนถึงวันให้สัมภาษณ์ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

เรื่องราวของลูอิสในอีกซีกโลกอาจฟังดูไกลตัว แต่แท้จริงแล้วคือภาพสะท้อนของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทยในเวลานี้

ผู้บริโภคไทยฟ้องแพลตฟอร์ม – ธนาคาร เรียก 230 ล้าน

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความและตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย 10 ราย เดินหน้ายื่นฟ้องคดีแพ่งเอาผิดแพลตฟอร์มข้ามชาติและธนาคารหลายแห่ง เรียกเงินคืนและค่าเสียหายกลุ่มแรกรวมกว่า 230 ล้านบาท จากกรณีที่ทั้งแพลตฟอร์มและธนาคารปล่อยให้มิจฉาชีพใช้ระบบของตนหลอกลวงผู้บริโภคผ่านโฆษณาลงทุนออนไลน์

คำฟ้องแบ่งจำเลยออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือแพลตฟอร์มออนไลน์ ประกอบด้วยบริษัทเมตา (Meta) เจ้าของเฟซบุ๊ก ผู้ให้บริการไลน์ (LINE) และผู้ให้บริการสโตร์ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ทั้งแอปเปิล (Apple) เจ้าของแอปสโตร์ (App Store) และในบางคดีรวมถึงกูเกิล เพลย์ สโตร์ (Google Play Store) ด้วย โดยถูกฟ้องฐานละเมิดสิทธิผู้บริโภค ส่วนกลุ่มที่สองคือธนาคาร ในฐานะผู้ให้บริการทางการเงิน ถูกฟ้องฐานผิดสัญญาบริการ ผิดสัญญาฝากทรัพย์ และละเมิดสิทธิผู้บริโภค ตามเส้นทางการเงินของผู้เสียหายแต่ละราย

จุดที่ทำให้คดีนี้แตกต่างจากคดีหลอกลงทุนทั่วไป คือการฟ้องไปให้ถึงบริษัทแม่ในต่างประเทศ ผู้ควบคุมระบบโฆษณาตัวจริง ไม่ใช่แค่ตัวแทนในไทย

ตั้งแต่โฆษณาออนไลน์ปลอมถึงบัญชีม้า

นันณภัชสรณ์ เตชปัญญาพิพัฒน์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดี อธิบายพฤติการณ์ที่เหยื่อทั้ง 10 รายเจอมาในรูปแบบคล้ายกัน เริ่มจากผู้เสียหายที่อยากเรียนเล่นหุ้นค้นหาข้อมูลในเฟซบุ๊ก ระบบอัลกอริทึมก็ป้อนโฆษณาเพจปลอมที่แอบอ้างชื่อและใบหน้าของอินฟลูเอนเซอร์สอนหุ้นตัวจริงขึ้นมา ก่อนลากเข้าสู่กลุ่มไลน์ที่มีสมาชิกร่วมกว่า 300 คน เปิดคลิปเสียงจริง หยิบข้อมูลหุ้นจริงในตลาดมาประกอบจนดูน่าเชื่อถือ แล้วชักชวนให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมจาก App Store หรือ Google Play Store ก่อนหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีม้า

ความเสียหายทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะกลลวงถูกร้อยต่อกันเป็นห่วงโซ่ ตั้งแต่ระบบโฆษณาของเฟซบุ๊กหรือเมตา ช่องทางสื่อสารอย่างไลน์ การปล่อยแอปปลอมเข้าสโตร์โดยไม่คัดกรอง ไปจนถึงระบบของธนาคารที่ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติไม่ได้ หากข้อต่อใดข้อต่อหนึ่งทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ ความเสียหายก็จะไม่เกิดขึ้น การที่มิจฉาชีพลงมือได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงสะท้อนความบกพร่องของทั้งแพลตฟอร์มและสถาบันการเงิน ที่กลายเป็นช่องทางให้อาชญากรเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ในฝั่งของธนาคาร สภาผู้บริโภคเห็นว่า พฤติกรรมการโอนเงินเข้าบัญชีม้าที่มีรูปแบบผิดปกติชัดเจนนั้น เป็นสิ่งที่สถาบันการเงินมีหน้าที่ต้องตรวจจับและระงับได้ทันท่วงที แต่กลับปล่อยผ่าน

อย่าปล่อยให้ผู้เสียหายแบกทุกอย่างคนเดียว

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ย้ำจุดยืนของการฟ้องครั้งนี้ว่าความเสียหายของผู้บริโภคต้องเรียกร้องไปให้ถึงคนที่คุมระบบและผู้ให้บริการทางการเงิน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เสียหายแบกความเสียหายเพียงลำพัง

สารีชี้ว่า เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 51 ล้านบัญชี ทำรายได้ให้บริษัทติดอันดับ 10 ของโลก แพลตฟอร์มระดับนี้จึงต้องมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายให้ผู้บริโภคได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดซ้ำซากอย่างที่เป็นอยู่ พร้อมเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2567 สภาผู้บริโภคเคยทำหนังสือถึงบริษัทเมตา เรียกค่าเสียหายให้ผู้บริโภคราว 84 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ

การฟ้องครั้งนี้จึงต้องการวางบรรทัดฐานทางกฎหมาย นอกเหนือจากการเรียกร้องค่าเสียหาย พร้อมผลักดันให้แพลตฟอร์มดิจิทัลและสถาบันการเงินยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค และผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่ปัจจุบันยังขาดบทลงโทษชัดเจนและกลไกเยียวยา จนผู้บริโภคต้องออกมาฟ้องร้องด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังเป็นคดีตัวอย่างให้ผู้เสียหายรายอื่นใช้เป็นแนวทางเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป โดยศาลนัดพร้อมคู่ความในวันที่ 3 สิงหาคม 2569

สิ่งที่มาร์ติน ลูอิส เผชิญในอังกฤษ กับสิ่งที่ผู้เสียหาย 10 รายในไทยกำลังต่อสู้ คือปัญหาในลักษณะคล้ายกัน โฆษณาหลอกลวงที่วิ่งอยู่บนแพลตฟอร์มระดับโลก เงินที่ไหลผ่านระบบธนาคาร และช่องว่างของกฎหมายที่ยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน ต่างกันตรงที่อังกฤษมีกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์เป็นเครื่องมือแล้ว แม้จะบังคับใช้ช้า ขณะที่ไทยยังต้องอาศัยการฟ้องคดีของภาคประชาชนเพื่อสร้างบรรทัดฐาน

คำถามของลูอิสที่ว่า “ถ้าแม้แต่ผมยังแพ้ แล้วประชาชนคนธรรมดาจะเหลืออะไร” จึงไม่ใช่คำถามของคนอังกฤษเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ที่สังคมต้องช่วยกันตอบว่าเราจะปล่อยให้ผู้บริโภคสู้กับขบวนการมิจฉาชีพระดับโลกอยู่ลำพังต่อไป หรือจะบังคับให้ผู้คุมระบบและผู้ถือเงินร่วมรับผิดชอบเสียที

หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์มาร์ติน ลูอิส อ้างอิงจากเว็บไซต์สำนักข่าว The Guardian (30 มิ.ย. 2569) และสำนักข่าวต่างประเทศ ส่วนรายละเอียดคดีอ้างอิงจากการแถลงข่าวและเอกสารของสภาผู้บริโภค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง