
สภาผู้บริโภคยื่น 2 กมธ. สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ “สรณ” ทั้งปมสถานะกรรมการ กสทช. และผลงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค แม้นายกฯ เดินหน้ากระบวนการพ้นตำแหน่งแล้ว
จากกรณีที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. และล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 11 สิงหาคม 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. แล้ว โดยขั้นตอนการพ้นจากตำแหน่งจะสมบูรณ์เมื่อมีพระบรมราชโองการ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และผลทางกฎหมายที่ต้องตรวจสอบ สภาผู้บริโภคจึงยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ 2 คณะ เพื่อขอให้ตรวจสอบทั้งในมิติกระบวนการทางกฎหมายและการคุ้มครองผู้บริโภค
สุจิตรา สมปาน ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน และคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ภายหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ว่า นพ.สรณ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
สำหรับหนังสือถึง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สภาผู้บริโภคขอให้ตรวจสอบ 4 ประเด็น ได้แก่ 1) การที่สำนักงาน กสทช. ให้ นพ.สรณ เข้าร่วมประชุมบอร์ดภายหลังมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ว่าเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ 2) การทำงานเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงภายหลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา เกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่ 3) การทำงานดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการประกอบอาชีพของกรรมการ กสทช. และมีผลทางกฎหมายอย่างไร และ 4) การดำเนินการของนายกรัฐมนตรีภายหลังมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา เป็นไปตามหน้าที่และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
ด้าน ภคมน หนุนอนันต์ ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ระบุว่า กมธ.จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาในวันที่ 13 สิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยจะพิจารณาต่อถึงผลทางกฎหมายภายหลังคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหามีมติออกมา รวมถึงประเด็นเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับว่าจะต้องเรียกคืนย้อนหลังหรือไม่
นอกจากนี้ ประธาน กมธ. ยังระบุว่าจะนำข้อมูลเกี่ยวกับโครงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือ USO วงเงินประมาณ 5,600 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณา โดยตั้งข้อสังเกตถึงเหตุผลของความพยายามเรียกประชุมของ นพ.สรณ ในช่วงที่ผ่านมาและการลงนามประกาศผู้ชนะโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ ประเด็นนี้ยังเป็นข้อสังเกตที่ กมธ.จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคยังยื่นหนังสือต่อผู้แทนจาก กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของ นพ.สรณ โดยเฉพาะการกำกับดูแลภายหลังการรวมธุรกิจทรู – ดีแทค ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับค่าบริการและผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย ความคืบหน้าการส่งเสริมผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน (MVNO) รวมถึงความล่าช้าในการจัดทำแผนแม่บทและโรดแมปทีวีดิจิทัล ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับราคา ทางเลือก และสิทธิในการเข้าถึงบริการของผู้บริโภค
“การยื่นหนังสือครั้งนี้ต้องการให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้เกิดความชัดเจน เนื่องจากการทำหน้าที่ของ กสทช. มีผลโดยตรงต่อผู้บริโภค ทั้งด้านโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต และการเข้าถึงสื่อสาธารณะ การใช้อำนาจขององค์กรกำกับดูแลจึงต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” สุจิตรา กล่าว
อ่านเนื้อหาต่อที่



